So Magawn

.
.
ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2556 มีข้อมูลมากกว่า 7000 ประเด็นข่าวและ 30000ชิ้นอย่างละเอียด (บล็อกนี้ทำด้วยความสนใจใฝ่รู้ และอยากรู้อยากเห็นส่วนตัว โดยยึดหลักการอ้างอิงที่มาของข้อมูลทุกเรื่องเพื่อความถูกต้องของข้อมูลและการอ้างอิงต่อไป)
(ไร้ โฆษณาและรายได้ในการจัดทำ)

วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559

14 มีนาคม 2559 มจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เปิดเผยว่า ในปี 2558 ที่ผ่านมานั้น บริษัทสามารถทำรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 3,969.18 ล้านบาท และมีกำไรอยู่ที่ 1,019.23 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากรายได้ในสายงานซื้อขายธุรกิจหลักทรัพย์ คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 66% ดอกเบี้ยรับ 24% วาณิชธนกิจ 4% อื่นๆ 6%

ประเด็นหลัก


นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เปิดเผยว่า ในปี 2558 ที่ผ่านมานั้น บริษัทสามารถทำรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 3,969.18 ล้านบาท และมีกำไรอยู่ที่ 1,019.23 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากรายได้ในสายงานซื้อขายธุรกิจหลักทรัพย์ คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 66% ดอกเบี้ยรับ 24% วาณิชธนกิจ 4% อื่นๆ 6% ปัจจุบันหลักทรัพย์เมย์แบงก์ เป็นโบรกเกอร์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด โดยมีส่วนแบ่งการตลาดสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2558 อยู่ที่ประมาณ 8.65% สามารถคิดเป็นฐานลูกค้าที่เปิดบัญชีกับบริษัท รวมทั้งสิ้นประมาณ 170,000 บัญชี โดยเป็นนักลงทุนที่มีการขายสม่ำเสมอ ประมาณ 52% และบริษัทตั้งเป้าขยายนักลงทุนเพิ่มขึ้นอีก 10% ในปีนี้

ทางด้าน นางบุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์กิมเอ็ง กล่าวว่า ในด้านของธุรกิจหลักทรัพย์ในประเทศนั้น บริษัทมุ่งที่จะขยายฐานลูกค้ารายย่อยออกไปโดยทุ่มเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของลูกค้ารายย่อย ของบริษัทต่อลูกค้ารายย่อยทั้งหมดจาก 11.87% เป็น 13%ในปี 2559 โดยตั้งเป้าจะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในด้านธุรกรรมออนไลน์ให้มากยิ่งขึ้น และขยายฐานลูกค้าโดยรวมเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10%



_________________________








นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เปิดเผยว่า ในปี 2558 ที่ผ่านมานั้น บริษัทสามารถทำรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 3,969.18 ล้านบาท และมีกำไรอยู่ที่ 1,019.23 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากรายได้ในสายงานซื้อขายธุรกิจหลักทรัพย์ คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 66% ดอกเบี้ยรับ 24% วาณิชธนกิจ 4% อื่นๆ 6% ปัจจุบันหลักทรัพย์เมย์แบงก์ เป็นโบรกเกอร์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด โดยมีส่วนแบ่งการตลาดสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2558 อยู่ที่ประมาณ 8.65% สามารถคิดเป็นฐานลูกค้าที่เปิดบัญชีกับบริษัท รวมทั้งสิ้นประมาณ 170,000 บัญชี โดยเป็นนักลงทุนที่มีการขายสม่ำเสมอ ประมาณ 52% และบริษัทตั้งเป้าขยายนักลงทุนเพิ่มขึ้นอีก 10% ในปีนี้

ทางด้าน นางบุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์กิมเอ็ง กล่าวว่า ในด้านของธุรกิจหลักทรัพย์ในประเทศนั้น บริษัทมุ่งที่จะขยายฐานลูกค้ารายย่อยออกไปโดยทุ่มเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของลูกค้ารายย่อย ของบริษัทต่อลูกค้ารายย่อยทั้งหมดจาก 11.87% เป็น 13%ในปี 2559 โดยตั้งเป้าจะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในด้านธุรกรรมออนไลน์ให้มากยิ่งขึ้น และขยายฐานลูกค้าโดยรวมเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10%

ปัจจุบันเมย์แบงก์ มีสาขาทั้งหมด 34 สาขา ในกรุงเทพฯ และ 24 สาขาในต่างจังหวัด อีกทั้งยังมีแผนขยายสาขาตามความต้องการด้านการลงทุนในเขตพื้นที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่องแต่เนื่องด้วยปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป สามารถเข้าถึงการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านทางสมาร์ทโฟน และอินเตอร์เนต ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว การเร่งขยายสาขาเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่สามารถตอบโจทย์ผู้ลงทุนได้อย่างตรงจุด ทางบริษัทจึงให้ความสำคัญกับการปรับปรุงระบบด้านเทคโนโลยีให้มีความทันสมัย รวดเร็วมากยิ่งขึ้น มุ่งเน้นการเชื่อมต่อที่รวดเร็วและมีเสถียรภาพ เพื่อรองรับธุรกรรมใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีลูกค้าเทรดผ่านระบบอยู่ที่ 54.15% และที่เหลือเทรดผ่านเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนอีก 45.85%และในอนาคตคาดว่าสัดส่วนลูกค้าที่ทำธุรกรรมผ่านอินเตอร์เนตก็มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นางบุญพรกล่าวปิดท้ายว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัทได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าด้วยดีเสมอมา จากนี้ไปเราจะมุ่งมั่นเสริมทัพธุรกิจให้แข็งแกร่งในทุกๆ สายงาน ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์ พร้อมกับเดินหน้าให้ความรู้ และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน สร้างโอกาสในการลงทุนที่ดี และด้วยแผนงานทั้งหมดที่กำหนดไว้ เราเชื่อมั่นว่าจะช่วยสนับสนุนบทบาทของกลุ่มเมย์แบงก์ในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำในภูมิภาค และสามารถรักษาบทบาทความเป็นผู้นำในไทยได้อย่างมั่นคง และเชื่อมั่นว่าเป้าหมายปี 2559 กับการเติบโต 10% จะสามารถเป็นไปได้อย่างแน่นอน


http://www.naewna.com/business/203970