So Magawn

.
.
ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2556 มีข้อมูลมากกว่า 7000 ประเด็นข่าวและ 30000ชิ้นอย่างละเอียด (บล็อกนี้ทำด้วยความสนใจใฝ่รู้ และอยากรู้อยากเห็นส่วนตัว โดยยึดหลักการอ้างอิงที่มาของข้อมูลทุกเรื่องเพื่อความถูกต้องของข้อมูลและการอ้างอิงต่อไป)
(ไร้ โฆษณาและรายได้ในการจัดทำ)

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2559

03 มกราคม 2559 FACEBOOK ตัดสินใจสร้างแพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์บนแอปพลิเคชั่นอินสตาแกรม (ไอจี) ในประเทศไทย และเริ่มทดลองมาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2558 ที่ผ่านมากับหลายองค์กร เช่น ดีแทค, ลาซาด้า, แอร์เอเชีย และซาโลร่า เป็นต้น

ประเด็นหลัก

"อานนท์ สันติวิสุทธิ์" ผู้ดูแลฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ เฟซบุ๊ก ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทกลายเป็นแพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์ที่มีการใช้งานจากองค์กรต่าง ๆ มากขึ้นทุกปีจึงตัดสินใจสร้างแพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์บนแอปพลิเคชั่นอินสตาแกรม (ไอจี) ในประเทศไทย และเริ่มทดลองมาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2558 ที่ผ่านมากับหลายองค์กร เช่น ดีแทค, ลาซาด้า, แอร์เอเชีย และซาโลร่า เป็นต้น ผลตอบรับออกมาค่อนข้างดีจึงเปิดแพลตฟอร์มนี้ให้องค์กรทั่วไปเข้ามาใช้งาน โดยไทยเป็น 1 ใน 200 ประเทศที่เฟซบุ๊กเปิดแพลตฟอร์มโฆษณาบนไอจี







__________________________________________________________






"เฟซบุ๊ก" เร่งโฆษณาออนไลน์ ดึงองค์กรใช้ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งผ่าน "IG"


ปัจจุบัน "เฟซบุ๊ก" เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 1,500 ล้านคน/เดือน ทำให้แบรนด์ต่าง ๆ หันมาใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารกับผู้บริโภคมากขึ้น

"อานนท์ สันติวิสุทธิ์" ผู้ดูแลฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ เฟซบุ๊ก ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทกลายเป็นแพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์ที่มีการใช้งานจากองค์กรต่าง ๆ มากขึ้นทุกปีจึงตัดสินใจสร้างแพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์บนแอปพลิเคชั่นอินสตาแกรม (ไอจี) ในประเทศไทย และเริ่มทดลองมาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2558 ที่ผ่านมากับหลายองค์กร เช่น ดีแทค, ลาซาด้า, แอร์เอเชีย และซาโลร่า เป็นต้น ผลตอบรับออกมาค่อนข้างดีจึงเปิดแพลตฟอร์มนี้ให้องค์กรทั่วไปเข้ามาใช้งาน โดยไทยเป็น 1 ใน 200 ประเทศที่เฟซบุ๊กเปิดแพลตฟอร์มโฆษณาบนไอจี

"ถึงเราจะเปิดแพลตฟอร์มโฆษณาบนไอจีช้ากว่าที่อื่น แต่เฟซบุ๊กให้ความสำคัญกับการใช้ไอจีในไทยมาโดยตลอด เพราะมีคนใช้ 7.1 ล้านคน/เดือน มากที่สุดในเอเชีย-แปซิฟิก ทำให้ตลอด 5 ปีมีอัตราการเติบโตของผู้ใช้เร็วเป็นอันดับต้น ๆ การที่องค์กรต่าง ๆ เลือกใช้ไอจีเป็นช่องทางสื่อสารกับผู้บริโภคจึงทำได้อย่างมีประสิทธิภาพทั่วโลกตอนนี้มีการใช้ไอจี 400 ล้านคน/เดือน โดย 75% อยู่นอกสหรัฐอเมริกา เพิ่มจากปี 2553 ที่มีผู้ใช้ 150 ล้านคน/เดือน"

ด้าน "พอล เว็บสเตอร์" หัวหน้าฝ่ายพัฒนา และสร้างสรรค์แบรนด์ "อินสตาแกรม" ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของเฟซบุ๊ก เปิดเผยว่า มีการตั้งทีมงานภายในประเทศไทยจำนวนหนึ่ง เพื่อดึงองค์กรมาใช้แพลตฟอร์มโฆษณาบน "ไอจี" ครอบคลุมตั้งแต่องค์กรระดับเอสเอ็มอีจนถึงเอ็นเตอร์ไพรส์ และเอเยนซี่โฆษณา โดยนำจุดต่างเรื่องพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้ไอจี นอกจากจำนวนผู้ใช้ 7.1 ล้านคน/เดือนมาเป็นอาวุธหลัก เพราะพฤติกรรมการใช้งานต่างจากเฟซบุ๊กชัดเจน ด้วยการเน้นความคิดสร้างสรรค์ผ่านภาพ และมากกว่าข้อความ

สำหรับการทำโฆษณาบน "ไอจี" มี 3 รูปแบบ คือ การแสดงภาพนิ่ง พร้อมคำบรรยายใต้ภาพ, การแสดงภาพเคลื่อนไหวพร้อมคำบรรยายใต้ภาพ และ Carousel (คารูเซล) การแสดงภาพนิ่งมากกว่า 1 ภาพภายในโฆษณาชิ้นเดียว โฆษณาทั้งหมดจะแทรกอยู่ระหว่างการเลื่อนชมหน้าแรกของไอจี เจ้าของโฆษณาสามารถกำหนดกลุ่มเฉพาะที่แสดงโฆษณาได้ เช่น เพศ, ช่วงอายุ หรือตามพฤติกรรมการใช้งาน

นอกจากนี้ ยังสามารถใส่ลิงก์ไว้ที่ภาพเพื่อเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์แบรนด์ หรือช่องทางขายสินค้าออนไลน์ต่าง ๆ ได้ทันที

"การทำโฆษณาที่สำเร็จบนอินสตาแกรมจะแตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่น เพราะทุกอย่างต้องสื่อสารด้วยรูป ดังนั้นแบรนด์ต่าง ๆ จึงต้องมีความคิดสร้างสรรค์มากเป็นพิเศษ รูปภาพแต่ละรูปที่โพสต์ขึ้นไปต้องสวยงามเป็นพิเศษ มีสิ่งดึงดูดใจให้ผู้บริโภคไม่เลื่อนผ่านไปเฉย ๆ ซึ่งการใช้ Carousel ทำให้ผู้บริโภคสามารถจดจำแบรนด์ได้มากขึ้น 2.5 เท่า ถือเป็นรูปแบบที่ไม่เคยมีบนอินสตาแกรมมาก่อน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ดีแทคมีผู้ติดตามเพิ่มบนไอจีถึง 3.15 ล้านคน คิดเป็นต้นทุน 3 เซนต์ หรือลาซาด้าใช้ต้นทุนต่ำลงถึง 20% ในการเข้าถึงลูกค้า 1.6 ล้านราย"

โดย "เฟซบุ๊ก" ได้จ้าง "ทีเอ็นเอส ประเทศไทย" วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานไอจีในประเทศไทย โดยสุ่มตัวอย่างจำนวน 500 คนทั่วประเทศไทย พบว่าผู้ใช้ "ไอจี" เป็นคนรุ่นใหม่ อายุระหว่าง 18-24 ปี ถึง 47% แบ่งเป็นเพศหญิง 59% และ 84% ของจำนวนผู้ใช้สำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และมีรายได้มากกว่าผู้บริโภคทั่วไปที่ใช้สมาร์ทโฟนถึง 1.5 เท่า

สำหรับเหตุผลของการใช้งานไอจีเพื่อหาแรงบันดาลใจ, เปิดโลกทัศน์ใหม่ และศึกษาวัฒนธรรมที่กำลังเปลี่ยนแปลง

การใช้ "ไอจี" ยังเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซอีกด้วย เพราะ 85% ของผู้ใช้มีการติดตามแบรนด์สินค้าอย่างน้อย 1 แบรนด์ และ 60% มีการตอบสนองกับแบรนด์บนอินสตาแกรม ผ่านการกดไลก์ หรือสอบถามในกล่องข้อความ

และที่สำคัญ 49% ของคนกลุ่มนี้ยังตัดสินใจซื้อสินค้าแบรนด์นั้น ๆ บนโลกออนไลน์ทันทีที่เห็นโฆษณาจากหน้าแรก

ปี 2559 การใช้ออนไลน์มาร์เก็ตติ้งผ่านไอจีจะมีมากขึ้น และเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มมูลค่าโฆษณาออนไลน์ในไทยด้วย



http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1451282059