So Magawn

.
.
ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2556 มีข้อมูลมากกว่า 7000 ประเด็นข่าวและ 30000ชิ้นอย่างละเอียด (บล็อกนี้ทำด้วยความสนใจใฝ่รู้ และอยากรู้อยากเห็นส่วนตัว โดยยึดหลักการอ้างอิงที่มาของข้อมูลทุกเรื่องเพื่อความถูกต้องของข้อมูลและการอ้างอิงต่อไป)
(ไร้ โฆษณาและรายได้ในการจัดทำ)

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558

20 ธันวาคม 2558 (บทความ) ประมูล4G ใครได้ใครเสีย ในความเห็นนักวิชาการ TDRI // มูลค่าคลื่น 4G ในย่าน 1800 MHz ที่ AIS ประมูลได้ เพื่อนำไปประกอบธุรกิจ 18 ปี เทียบเท่ากับกำไรสุทธิของบริษัทเพียง 1.13 ปีเท่านั้น ส่วนมูลค่าการประมูลคลื่นในย่าน 900 MHz อาจสูงกว่าที่คาดหมายไปมาก

ประเด็นหลัก



ที่ผ่านมา คนไทยไม่คุ้นเคยกับการแข่งขัน ทั้งที่การแข่งขันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมมากมาย  เช่น การประมูลคลื่น 4G ทั้ง 2 ครั้งสร้างรายได้มหาศาลแก่รัฐบาล  ซึ่งลดความจำเป็นในการเก็บภาษีเพิ่มจากประชาชน  ในขณะที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียแก่ประชาชนในฐานะผู้บริโภค   นอกจากนี้ การประมูลดังกล่าวยังไม่สร้างภาระที่สูงเกินไปแก่ผู้ประกอบการ เช่น มูลค่าคลื่น 4G ในย่าน 1800 MHz ที่ AIS ประมูลได้ เพื่อนำไปประกอบธุรกิจ 18 ปี เทียบเท่ากับกำไรสุทธิของบริษัทเพียง 1.13 ปีเท่านั้น   ส่วนมูลค่าการประมูลคลื่นในย่าน 900 MHz อาจสูงกว่าที่คาดหมายไปมาก แต่ก็น่าจะเกิดจากการวางแผนทางธุรกิจอย่างรอบคอบของผู้ประกอบการแล้ว

ผู้เขียนหวังว่า การประมูลคลื่น 2 ครั้งล่าสุด ตลอดจนการประมูลคลื่นโทรทัศน์ดิจิทัลที่ผ่านมา จะเป็น “มาตรฐานใหม่” ในการจัดสรรคลื่นความถี่ ตลอดจนการที่รัฐจะดำเนินโครงการต่างๆ ร่วมกับเอกชน  เพราะประชาชนได้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า การแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมเป็นประโยชน์อย่างไร

ตลอดประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยที่ผ่านมา รัฐได้สร้าง “อภิมหาเศรษฐี” ขึ้นมาหลายราย โดยให้ใช้ทรัพยากรสาธารณะและอภิสิทธิ์ต่างๆ  ทั้งในธุรกิจโทรคมนาคมและธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องขออนุญาต อนุมัติหรือเกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐ   การได้ทรัพยากรสาธารณะมาประกอบธุรกิจในราคาถูกมาก จึงทำให้นักธุรกิจเหล่านั้นได้กำไรมหาศาล โดยไม่ได้ให้ผลตอบแทนแก่รัฐอย่างเหมาะสม และไม่ได้ลดค่าบริการให้แก่ประชาชน  สิทธิประโยชน์ดังกล่าวจึงเป็นเสมือน “ใบอนุญาตให้พิมพ์ธนบัตร” และทำให้นักธุรกิจของไทยจำนวนหนึ่งต้องวิ่งเข้าหาอำนาจรัฐ เพื่อแสวงหาความได้เปรียบในการแข่งขัน





_____________________________________________________________________




ประมูล4G ใครได้ใครเสีย ในความเห็นนักวิชาการ TDRI

5
ตลอดประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยที่ผ่านมา รัฐได้สร้าง “อภิมหาเศรษฐี” ขึ้นมาหลายราย โดยให้ใช้ทรัพยากรสาธารณะและอภิสิทธิ์ต่างๆ  ทั้งที่ต้องขออนุญาต อนุมัติหรือเกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐ การได้ทรัพยากรสาธารณะมาประกอบธุรกิจในราคาถูกมาก จึงทำให้นักธุรกิจเหล่านั้นได้กำไรมหาศาล โดยไม่ได้ให้ผลตอบแทนแก่รัฐอย่างเหมาะสม และไม่ได้ลดค่าบริการให้แก่ประชาชน



การประมูลคลื่น 4G ในย่าน 900 MHz เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชน เช่นเดียวกับการประมูลคลื่น 4Gในย่าน 1800 MHz  เนื่องจากเกิดการแข่งขันกันในระดับสูงอย่างไม่เคยเห็นมาก่อนในประเทศไทย

ที่ผ่านมา คนไทยไม่คุ้นเคยกับการแข่งขัน ทั้งที่การแข่งขันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมมากมาย  เช่น การประมูลคลื่น 4G ทั้ง 2 ครั้งสร้างรายได้มหาศาลแก่รัฐบาล  ซึ่งลดความจำเป็นในการเก็บภาษีเพิ่มจากประชาชน  ในขณะที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียแก่ประชาชนในฐานะผู้บริโภค   นอกจากนี้ การประมูลดังกล่าวยังไม่สร้างภาระที่สูงเกินไปแก่ผู้ประกอบการ เช่น มูลค่าคลื่น 4G ในย่าน 1800 MHz ที่ AIS ประมูลได้ เพื่อนำไปประกอบธุรกิจ 18 ปี เทียบเท่ากับกำไรสุทธิของบริษัทเพียง 1.13 ปีเท่านั้น   ส่วนมูลค่าการประมูลคลื่นในย่าน 900 MHz อาจสูงกว่าที่คาดหมายไปมาก แต่ก็น่าจะเกิดจากการวางแผนทางธุรกิจอย่างรอบคอบของผู้ประกอบการแล้ว

ผู้เขียนหวังว่า การประมูลคลื่น 2 ครั้งล่าสุด ตลอดจนการประมูลคลื่นโทรทัศน์ดิจิทัลที่ผ่านมา จะเป็น “มาตรฐานใหม่” ในการจัดสรรคลื่นความถี่ ตลอดจนการที่รัฐจะดำเนินโครงการต่างๆ ร่วมกับเอกชน  เพราะประชาชนได้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า การแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมเป็นประโยชน์อย่างไร

ตลอดประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยที่ผ่านมา รัฐได้สร้าง “อภิมหาเศรษฐี” ขึ้นมาหลายราย โดยให้ใช้ทรัพยากรสาธารณะและอภิสิทธิ์ต่างๆ  ทั้งในธุรกิจโทรคมนาคมและธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องขออนุญาต อนุมัติหรือเกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐ   การได้ทรัพยากรสาธารณะมาประกอบธุรกิจในราคาถูกมาก จึงทำให้นักธุรกิจเหล่านั้นได้กำไรมหาศาล โดยไม่ได้ให้ผลตอบแทนแก่รัฐอย่างเหมาะสม และไม่ได้ลดค่าบริการให้แก่ประชาชน  สิทธิประโยชน์ดังกล่าวจึงเป็นเสมือน “ใบอนุญาตให้พิมพ์ธนบัตร” และทำให้นักธุรกิจของไทยจำนวนหนึ่งต้องวิ่งเข้าหาอำนาจรัฐ เพื่อแสวงหาความได้เปรียบในการแข่งขัน

จากการศึกษาที่ผ่านมา ผู้เขียนยังพบด้วยว่า มีความพยายามของนักธุรกิจการเมืองในการกีดกันการแข่งขัน  หรือใช้วิธีที่ไม่โปร่งใสในการแข่งขันมาโดยตลอด เช่น พยายามให้รัฐใช้วิธีการคัดเลือก (beauty contest) แทนการประมูล เพราะเอื้อต่อการวิ่งเต้นมากกว่า  หรือให้ประมูลโดยไม่มีการแข่งขันอย่างแท้จริง เช่น การประมูลคลื่น 3G ในปี 2555  ซึ่งในกรณีหลังนี้ ปปช. ยังผิดพลาดที่ไปรับรองว่า “มีความโปร่งใส เพราะมีการเคาะราคาถึง 7 ครั้ง”

ความพยายามในการกีดกันการแข่งขันของนักธุรกิจการเมืองยังสะท้อนอยู่ในบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกล้มไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา และในร่างกฎหมาย กสทช. ในปัจจุบัน ที่ล้วนมีบทบัญญัติที่พยายามไม่ให้เกิดการประมูลคลื่นอย่างโปร่งใส

เพื่อป้องกันความพยายามกีดกันการแข่งขันดังกล่าว ผู้เขียนมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ดังนี้

ประการแรก รัฐไม่ควรยกทรัพยากรสาธารณะ และสิทธิประโยชน์ในการดำเนินโครงการต่างๆ ให้แก่นักธุรกิจ โดยไม่ผ่านการแข่งขัน เช่น ไม่ควรยกโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-หัวหิน หรือกรุงเทพฯ-พัทยา ให้แก่เอกชนรายใหญ่บางราย ดังที่เป็นข่าว ทั้งที่ไม่เคยปรากฏว่าเอกชนเหล่านั้นมีประสบการณ์ในธุรกิจนี้เลย

ประการที่สอง การมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดหรือแสดงความตั้งใจเข้าสู่ตลาด ก็สามารถมีผลในการแข่งขัน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค     รัฐจึงควรปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ให้เอื้อต่อการที่ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาด   รัฐบาลปัจจุบันมีความใกล้ชิดกับธุรกิจขนาดใหญ่จำนวนมาก ดังจะเห็นว่า สามารถชักชวนมาร่วมกำหนดมาตรการต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี  แต่ควรระวังไม่ให้ธุรกิจเหล่านั้นชี้นำให้รัฐปิดกั้นการแข่งขัน เพื่อรักษาประโยชน์ของตน

ประการที่สาม อาจมีบริษัทที่ชนะการประมูล แต่ภายหลังประสบปัญหาในการดำเนินการธุรกิจ เช่น ขาดทุน หรือต้องปิดกิจการลงไป ดังตัวอย่างของบางบริษัทในธุรกิจโทรทัศน์ดิจิทัล ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการคาดการณ์ธุรกิจที่ผิดพลาด ไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดจากการประมูล  ในอนาคต หากเกิดปัญหาดังกล่าว นักธุรกิจการเมืองที่ไม่ต้องการให้มีการแข่งขัน อาจฉวยโอกาสโฆษณาชวนเชื่อให้รัฐกลับไปใช้วิธีการอื่นแทนการประมูลอีก  สื่อมวลชนและประชาชนจึงควรรู้เท่าทันเรื่องดังกล่าว และไม่ตกเป็นเครื่องมือของนักธุรกิจการเมือง

http://isranews.org/thaireform-other-news/item/43468-4g_43468.html#.VnO_pYhSeXE.twitter