So Magawn

.
.
ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2556 มีข้อมูลมากกว่า 7000 ประเด็นข่าวและ 30000ชิ้นอย่างละเอียด (บล็อกนี้ทำด้วยความสนใจใฝ่รู้ และอยากรู้อยากเห็นส่วนตัว โดยยึดหลักการอ้างอิงที่มาของข้อมูลทุกเรื่องเพื่อความถูกต้องของข้อมูลและการอ้างอิงต่อไป)
(ไร้ โฆษณาและรายได้ในการจัดทำ)

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2558

27 กันยายน 2558 (Prof. Y Charlie Hu) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยดังกล่าวเผยว่า จากการศึกษารูปแบบการสิ้นเปลืองพลังงานของสมาร์ทโฟน 2,000 เครื่อง พบว่า แอปเป็นตัวการหลักที่ทำให้สมาร์ทโฟนต้องสิ้นเปลืองพลังงานเกินความจำเป็น

ประเด็นหลัก






      ศาสตราจารย์ วาย ชาร์ลี ฮู (Prof. Y Charlie Hu) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยดังกล่าวเผยว่า จากการศึกษารูปแบบการสิ้นเปลืองพลังงานของสมาร์ทโฟน 2,000 เครื่อง พบว่า แอปเป็นตัวการหลักที่ทำให้สมาร์ทโฟนต้องสิ้นเปลืองพลังงานเกินความจำเป็น










____________________________________________







แอปแอนดรอยด์ตัวการกินแบต แค่เช็กอัปเดตเปลือง 30 เปอร์เซ็นต์


        นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเปอดู (Purdue University) ในรัฐอินเดียน่า สหรัฐอเมริกา วิจัยพัฒนาทูลใหม่เอาใจคนใช้แอนดรอยด์ หลังพบว่า สมาร์ทโฟนบนแพลตฟอร์มดังกล่าวต้องเสียพลังงานไปเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์กับการเช็กอัปเดตของแอปต่างๆ
     
       ศาสตราจารย์ วาย ชาร์ลี ฮู (Prof. Y Charlie Hu) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยดังกล่าวเผยว่า จากการศึกษารูปแบบการสิ้นเปลืองพลังงานของสมาร์ทโฟน 2,000 เครื่อง พบว่า แอปเป็นตัวการหลักที่ทำให้สมาร์ทโฟนต้องสิ้นเปลืองพลังงานเกินความจำเป็น
     
       “เราพบว่ามีการใช้งานส่วนอินเทอร์เฟสที่ควบคุมการทำงานของแอปพลิเคชันที่ชื่อ Wakelocks เกิดขึ้นในช่วงที่โทรศัพท์ควรจะอยู่ในโหมด Sleep ซึ่งมีต้นเหตุมาจากนักพัฒนาบางส่วนเขียนโค้ดโปรแกรมออกมาไม่ระมัดระวังมากพอซึ่งทำให้แอปที่พวกเขาพัฒนาขึ้น ปลุกโทรศัพท์จากโหมด Sleep ขึ้นมาทำงานอย่างต่อเนื่อง ผลก็คือเกิดการสิ้นเปลืองพลังงานจนเกินความจำเป็นของสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ในที่สุด”
     
       จากผลการวิจัยดังกล่าว ศาสตราจารย์ฮูจึงพัฒนาเครื่องมือขึ้นมาตัวหนึ่ง สำหรับจัดการกับแอปต่างๆ เหล่านั้น รวมถึงจัดระบบว่า แอปที่สามารถปลุกโทรศัพท์ขึ้นมาจากโหมด Sleep ได้คือ แอปในกลุ่มที่ผู้ใช้เครื่องๆ นั้น มีการใช้งานมากที่สุดเท่านั้น และหลังทดสอบใช้เครื่องมือตัวนี้ก็พบว่า ช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ได้นานขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับตอนที่ไม่ได้ใช้ด้วย
     
       ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเปอดู ระบุว่า จะพัฒนาต่อยอดเครื่องมือดังกล่าวโดยการพิจารณาฟังก์ชันการทำงานอื่นๆ บนโทรศัพท์เพิ่มเติม ว่ามีฟังก์ชันการทำงานใด ที่อาจส่งผลต่อแบตเตอรี่ของเครื่องอีกบ้าง



http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9580000104183&utm_source=MadMimi&utm_medium=email&utm_content=Manager+Morning+Brief+16-9-58&utm_campaign=20150915_m127385028_Manager+Morning+Brief+16-9-58&utm_term=_E0_B9_81_E0_B8_AD_E0_B8_9B_E0_B9_81_E0_B8_AD_E0_B8_99_E0_B8_94_E0_B8_A3_E0_B8_AD_E0_B8_A2_E0_B8_94_E0_B9_8C_E0_B8_95_E0_B8_B1_E0_B8_A7_E0_B8_81_E0_B8_B2_E0_B8_A3_E0_B8_81_E0_B8_B4_E0_B8_99_E0_B9_81_E0_B8_9A_E0_B8_95+_E0_B9_81_E0_B8_84_E0_B9_88_E0_B9_80_E