So Magawn

.
.
ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2556 มีข้อมูลมากกว่า 7000 ประเด็นข่าวและ 30000ชิ้นอย่างละเอียด (บล็อกนี้ทำด้วยความสนใจใฝ่รู้ และอยากรู้อยากเห็นส่วนตัว โดยยึดหลักการอ้างอิงที่มาของข้อมูลทุกเรื่องเพื่อความถูกต้องของข้อมูลและการอ้างอิงต่อไป)
(ไร้ โฆษณาและรายได้ในการจัดทำ)

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

29 กรกฎาคม 2558 ด้าน Luca Maestri บอกแต่เพียงว่า รายได้จากนาฬิกาแอปเปิลวอตช์นั้นทำได้ดี และมากกว่าเม็ดเงิน 952 ล้านเหรียญสหรัฐที่เพิ่มขึ้นมาแน่นอน อีกทั้งยังดีกว่าที่ไอโฟน และไอแพดเคยทำได้เมื่อครั้งเปิดตัวด้วย

ประเด็นหลัก



        ด้าน Luca Maestri บอกแต่เพียงว่า รายได้จากนาฬิกาแอปเปิลวอตช์นั้นทำได้ดี และมากกว่าเม็ดเงิน 952 ล้านเหรียญสหรัฐที่เพิ่มขึ้นมาแน่นอน อีกทั้งยังดีกว่าที่ไอโฟน และไอแพดเคยทำได้เมื่อครั้งเปิดตัวด้วย
     
       นอกจากนี้ แอปเปิลยังได้คาดการณ์เกี่ยวกับผลประกอบการในไตรมาส 4 ของบริษัทด้วยว่า จะมีรายได้อยู่ระหว่าง 49-51 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน Gross Margin จะอยู่ระหว่าง 38.5-39.5 เปอร์เซ็นต์
     
       ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจะอยู่ที่ 5.85-5.95 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีรายได้อื่นๆ อีกประมาณ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยอัตราภาษีที่บริษัทต้องจ่ายคือ 26.3 เปอร์เซ็นต์
     
       อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นผลประกอบการที่ซีอีโออย่างทิม คุก เรียกว่า “An amazing quarter” แต่เมื่อปิดตลาดกลับพบว่า หุ้นของแอปเปิลมีราคาลดลงถึง 6.7 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 121.89 เหรียญสหรัฐด้วย นอกจากนี้ รายงานจากบีบีซียังระบุว่า ยอดขายไอโฟนในช่วงหลังๆ นั้นก็เริ่มลดลงเช่นกัน เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ต่างชะลอการซื้อออกไป เพราะคาดว่าจะมีการเปิดตัวโปรดักต์ใหม่นั่นเอง
     
       ความกังวลนี้ทำให้หลายฝ่ายเกรงว่าจะเกิดปัญหาเหมือนเช่นกรณีตลาดพีซีที่ อิ่มตัวจนอุตสาหกรรมโดยรวมต้องชะงักไป ไม่เพียงเท่านั้น นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งยังมองว่า แอปเปิลทองคำต้นนี้อาจเดินมาใกล้ถึงจุดสูงสุดของบริษัทแล้ว เนื่องจากผลประกอบการที่เยี่ยมยอดของบริษัทนั้นอิงอยู่กับไอโฟนมากจนเกินไป รวมถึงต้องพึ่งพาตลาดจีนอย่างมาก ซึ่งปัจจุบัน ตลาดสมาร์ทโฟนในจีนก็เริ่มเข้าใกล้จุดอิ่มตัวแล้วด้วย ทั้ง 2 ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงสำหรับแอปเปิลในอนาคตในสายตาของนัก วิเคราะห์นั่นเอง





___________________________________________




แอปเปิลไตรมาส 3 “กำไรหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ”



        โตไม่หยุด! แอปเปิล (Apple) แถลงผลประกอบการไตรมาส 3 โดยระบุว่า ในไตรมาสนี้มีรายได้ทั้งสิ้น 49.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีกำไรสุทธิถึง 10.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ฟากนักวิเคราะห์เริ่มห่วง หลังพบว่ากำไรของแอปเปิลนั้นอิงอยู่กับไอโฟนมากจนเกินไป
     
       หากเป็นต้นไม้ก็คงเป็นต้นไม้ที่ออกผลเป็นทองคำแล้ว ล่าสุด ในผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ของบริษัทแอปเปิล (สิ้นสุด ณ วันที่ 27 มิถุนายน 2015) ก็ปรากฏว่า มีรายได้เพิ่มขึ้นนับหมื่นล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยในไตรมาสที่ 3 ของปี ค.ศ. 2014 บริษัทเคยมีรายได้ 37.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ มาในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 49.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนกำไรสุทธิเคยอยู่ที่ 7.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ มาในปีนี้เพิ่มเป็น 10.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับเพิ่มขึ้น 38 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ Gross Margin เพิ่มขึ้นจาก 39.4 เปอร์เซ็นต์เป็น 39.7 เปอร์เซ็นต์ด้วย
     
       ไม่เพียงเท่านั้น ยอดขายในระดับ International ยังมีมูลค่าสูงถึง 67 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ในไตรมาสนี้อีกด้วย ซึ่งผู้ซื้อรายใหญ่ที่ควักเงินให้แอปเปิลนี้หนีไม่พ้นจีนนั่นเอง (จีนของแอปเปิลหมายถึง จีนแผ่นดินใหญ่, ฮ่องกง และไต้หวัน)
     
       โดยทางแอปเปิลระบุว่า ยอดขายที่เติบโตอย่างมากในไตรมาสนี้มาจาก 2 ขุนพลหลักอย่างไอโฟน (iPhone) และคอมพิวเตอร์แมค (Mac) รวมถึงรายได้จากการบริการต่าง ๆ ของบริษัท อีกทั้งยังมีการเปิดตัว “แอปเปิลวอตช์” (Apple Watch) ที่ประสบความอย่างดีนั่นเอง
     
       ในส่วนของยอดขายไอโฟนนั้น พบว่า แอปเปิลสามารถขายได้ทั้งสิ้น 47.5 ล้านเครื่อง หรือเพิ่มขึ้น 35 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่วนยอดขายแมคอยู่ที่ 4.8 ล้านเครื่อง หรือเพิ่มขึ้น 9 เปอร์เซ็นต์
     
       “ผลประกอบการไตรมาสนี้เยี่ยมยอดมาก รายได้ของไอโฟนเพิ่มขึ้น 59 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า ยอดขายของแมคก็แข็งแกร่ง นอกจากนั้น ยังมีรายได้จาก App Store เข้ามา ในขณะที่การเริ่มต้นของแอปเปิลวอตช์ก็ทำได้ดี” ทิม คุก ซีอีโอแอปเปิลกล่าว
     
       “เรายังมีบริการ Apple Music ที่น่าตื่นตาตื่นใจ รวมถึงการเตรียมส่งระบบปฏิบัติการตัวใหม่อย่าง iOS 9, OS X El Capitan และ watchOS 2 ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่จะถึงนี้ด้วย”
     
       ส่วนการจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นจะจ่ายในวันที่ 13 สิงหาคม 2015
     
       ด้าน Luca Maestri ผู้อำนวยการด้านการเงินของแอปเปิลเผยว่า “อัตราการเติบโตที่รวดเร็วในไตรมาสที่ 3 นี้ทำให้เรามีรายได้เพิ่มขึ้น 33 เปอร์เซ็นต์ และทำให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นถึง 45 เปอร์เซ็นต์”
     
       อย่างไรก็ดี รายได้จากแอปเปิลวอตช์นั้น ทางแอปเปิลกลับนำไปรวมอยู่ในหมวดรายได้ “Other Products” ซึ่งมีทั้งยอดขายไอพ็อด เฮดโฟน ยี่ห้อ Beats รวมอยู่ด้วย ซึ่งจากรายงานของแอปเปิลระบุว่า รายได้ในหมวดนี้มีมูลค่าทั้งสิ้น 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าปีที่ผ่านมาอยู่ 952 ล้านเหรียญสหรัฐ

แอปเปิลไตรมาส 3 “กำไรหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ”
แอปเปิลวอตช์ กับรายได้ที่ยังเป็นปริศนา/ภาพจากรอยเตอร์

        ด้าน Luca Maestri บอกแต่เพียงว่า รายได้จากนาฬิกาแอปเปิลวอตช์นั้นทำได้ดี และมากกว่าเม็ดเงิน 952 ล้านเหรียญสหรัฐที่เพิ่มขึ้นมาแน่นอน อีกทั้งยังดีกว่าที่ไอโฟน และไอแพดเคยทำได้เมื่อครั้งเปิดตัวด้วย
     
       นอกจากนี้ แอปเปิลยังได้คาดการณ์เกี่ยวกับผลประกอบการในไตรมาส 4 ของบริษัทด้วยว่า จะมีรายได้อยู่ระหว่าง 49-51 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน Gross Margin จะอยู่ระหว่าง 38.5-39.5 เปอร์เซ็นต์
     
       ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจะอยู่ที่ 5.85-5.95 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีรายได้อื่นๆ อีกประมาณ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยอัตราภาษีที่บริษัทต้องจ่ายคือ 26.3 เปอร์เซ็นต์
     
       อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นผลประกอบการที่ซีอีโออย่างทิม คุก เรียกว่า “An amazing quarter” แต่เมื่อปิดตลาดกลับพบว่า หุ้นของแอปเปิลมีราคาลดลงถึง 6.7 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 121.89 เหรียญสหรัฐด้วย นอกจากนี้ รายงานจากบีบีซียังระบุว่า ยอดขายไอโฟนในช่วงหลังๆ นั้นก็เริ่มลดลงเช่นกัน เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ต่างชะลอการซื้อออกไป เพราะคาดว่าจะมีการเปิดตัวโปรดักต์ใหม่นั่นเอง
     
       ความกังวลนี้ทำให้หลายฝ่ายเกรงว่าจะเกิดปัญหาเหมือนเช่นกรณีตลาดพีซีที่อิ่มตัวจนอุตสาหกรรมโดยรวมต้องชะงักไป ไม่เพียงเท่านั้น นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งยังมองว่า แอปเปิลทองคำต้นนี้อาจเดินมาใกล้ถึงจุดสูงสุดของบริษัทแล้ว เนื่องจากผลประกอบการที่เยี่ยมยอดของบริษัทนั้นอิงอยู่กับไอโฟนมากจนเกินไป รวมถึงต้องพึ่งพาตลาดจีนอย่างมาก ซึ่งปัจจุบัน ตลาดสมาร์ทโฟนในจีนก็เริ่มเข้าใกล้จุดอิ่มตัวแล้วด้วย ทั้ง 2 ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงสำหรับแอปเปิลในอนาคตในสายตาของนักวิเคราะห์นั่นเอง



http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9580000082712&utm_source=MadMimi&utm_medium=email&utm_content=Manager+Morning+Brief+23-7-58&utm_campaign=20150722_m126674098_Manager+Morning+Brief+23-7-58&utm_term=_E0_B9_81_E0_B8_AD_E0_B8_9B_E0_B9_80_E0_B8_9B_E0_B8_B4_E0_B8_A5_E0_B9_84_E0_B8_95_E0_B8_A3_E0_B8_A1_E0_B8_B2_E0_B8_AA+3+_E2_80_9C_E0_B8_81_E0_B8_B3_E0_B9_84_E0_B8_A3_E0_B8_AB_E0_B8_A1_E0_B8_B7_E0_B9_88_E0_B8_99_E0_B8_A5_E0_B9_89_E0_B8_B2_E0_B8_99_E0_B9_80