So Magawn

.
.
ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2556 มีข้อมูลมากกว่า 7000 ประเด็นข่าวและ 30000ชิ้นอย่างละเอียด (บล็อกนี้ทำด้วยความสนใจใฝ่รู้ และอยากรู้อยากเห็นส่วนตัว โดยยึดหลักการอ้างอิงที่มาของข้อมูลทุกเรื่องเพื่อความถูกต้องของข้อมูลและการอ้างอิงต่อไป)
(ไร้ โฆษณาและรายได้ในการจัดทำ)

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

17 กรกฎาคม 2558 ดีพลัส เผยว่า มูลค่าตลาดอุปกรณ์เสริมโทรศัพท์มือถือปีนี้ยังอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท ไม่เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา หรือถ้าโตคงไม่เกิน 10% อุปกรณ์เสริมประเภทฟิล์มกันรอยเติบโตสวนทาง คาดว่าจะมีมูลค่าถึง 900 ล้านบาท

ประเด็นหลัก





นายอมรศักดิ์ แดงแสงทอง รองประธานกรรมการฝ่ายการตลาด บริษัท ดีพลัส อินเตอร์เทรด จำกัด เปิดเผยว่า มูลค่าตลาดอุปกรณ์เสริมโทรศัพท์มือถือปีนี้ยังอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท ไม่เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา หรือถ้าโตคงไม่เกิน 10% ทำให้ผู้ผลิตและร้านค้าต้องปรับตัวทั้งการบริหารจัดการสต๊อก และการสร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อจูงใจผู้บริโภค




อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์เสริมประเภทฟิล์มกันรอยเติบโตสวนทาง คาดว่าจะมีมูลค่าถึง 900 ล้านบาท เพิ่ม 10% จากปีที่แล้ว โดยบริษัทจะรุกทำตลาดแบรนด์โฟกัส (Focus) ต่อเนื่อง พร้อมทั้งพัฒนารูปแบบจากฟิล์มกันรอยปกติเป็นกระจกนิรภัย มีคุณสมบัติป้องกันหน้าจอแตก ราคา 500 บาทขึ้นไป สูงกว่าฟิล์มธรรมดาที่ราคาต่ำกว่า 100 บาท ล่าสุดเปิดตัวกระจกนิรภัยถนอมสายตาราคา 600-800 บาท ทำตลาดผ่านร้านตู้ และดีลเลอร์กว่า 5,000 แห่ง ทั่วประเทศ ปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาด 63% เป็นอันดับ 1

สำหรับตลาดฟิล์มกันรอย แบ่งได้เป็นฟิล์มธรรมดาราคาต่ำกว่า 100 บาท 50%, ฟิล์มพรีเมี่ยม เช่น ตัดแสงสีฟ้าได้ 35% และกระจกนิรภัย 15% ซึ่งกระจกนิรภัยน่าจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และเริ่มมีเทคโนโลยีตัดแสงสีฟ้า ตอบโจทย์การดูจอกว่า 7 ชม./วัน คาดว่าจะมีรายได้จากธุรกิจฟิล์มเพิ่มขึ้น มีสัดส่วนถึง 60% จาก 15% ปีที่แล้ว แต่การแข่งขันค่อนข้างดุเดือดจากผู้เล่นทั้งในไทยและจากจีน

ส่วนเป้ารายได้รวมปีนี้ตั้งไว้ที่ 800 ล้านบาท เพิ่ม 10% แบ่งเป็นการจำหน่ายฟิล์มกันรอย 60% หรือ 550 ล้านบาท ที่เหลือเป็นอุปกรณ์เสริม เช่น แอร์การ์ด iFox, อุปกรณ์เสริมไอที Rizz และเตรียมขยายตลาดไปในลาว, เวียดนาม, กัมพูชา เป็นต้น







____________________________________





อุปกรณ์เสริมมือถือปรับแผนสู้ เฟ้นสินค้านวัตกรรมจูงใจลูกค้า


ยักษ์อุปกรณ์เสริมปรับตัวรับกำลังซื้อวูบ "ดีพลัสฯ" คุมเข้มสต๊อก-รุกหนัก "ฟิล์มกันรอย" ชูนวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม หนีคู่แข่งจากจีน ทั้งเดินหน้าบุกอาเซียนมั่นใจโกยรายได้ 800 ล้านบาท โต 10% ฟาก "อาร์ทีบีฯ" ขยายไลน์สินค้ากลุ่ม Connected Device

นายอมรศักดิ์ แดงแสงทอง รองประธานกรรมการฝ่ายการตลาด บริษัท ดีพลัส อินเตอร์เทรด จำกัด เปิดเผยว่า มูลค่าตลาดอุปกรณ์เสริมโทรศัพท์มือถือปีนี้ยังอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท ไม่เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา หรือถ้าโตคงไม่เกิน 10% ทำให้ผู้ผลิตและร้านค้าต้องปรับตัวทั้งการบริหารจัดการสต๊อก และการสร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อจูงใจผู้บริโภค




อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์เสริมประเภทฟิล์มกันรอยเติบโตสวนทาง คาดว่าจะมีมูลค่าถึง 900 ล้านบาท เพิ่ม 10% จากปีที่แล้ว โดยบริษัทจะรุกทำตลาดแบรนด์โฟกัส (Focus) ต่อเนื่อง พร้อมทั้งพัฒนารูปแบบจากฟิล์มกันรอยปกติเป็นกระจกนิรภัย มีคุณสมบัติป้องกันหน้าจอแตก ราคา 500 บาทขึ้นไป สูงกว่าฟิล์มธรรมดาที่ราคาต่ำกว่า 100 บาท ล่าสุดเปิดตัวกระจกนิรภัยถนอมสายตาราคา 600-800 บาท ทำตลาดผ่านร้านตู้ และดีลเลอร์กว่า 5,000 แห่ง ทั่วประเทศ ปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาด 63% เป็นอันดับ 1

สำหรับตลาดฟิล์มกันรอย แบ่งได้เป็นฟิล์มธรรมดาราคาต่ำกว่า 100 บาท 50%, ฟิล์มพรีเมี่ยม เช่น ตัดแสงสีฟ้าได้ 35% และกระจกนิรภัย 15% ซึ่งกระจกนิรภัยน่าจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และเริ่มมีเทคโนโลยีตัดแสงสีฟ้า ตอบโจทย์การดูจอกว่า 7 ชม./วัน คาดว่าจะมีรายได้จากธุรกิจฟิล์มเพิ่มขึ้น มีสัดส่วนถึง 60% จาก 15% ปีที่แล้ว แต่การแข่งขันค่อนข้างดุเดือดจากผู้เล่นทั้งในไทยและจากจีน

ส่วนเป้ารายได้รวมปีนี้ตั้งไว้ที่ 800 ล้านบาท เพิ่ม 10% แบ่งเป็นการจำหน่ายฟิล์มกันรอย 60% หรือ 550 ล้านบาท ที่เหลือเป็นอุปกรณ์เสริม เช่น แอร์การ์ด iFox, อุปกรณ์เสริมไอที Rizz และเตรียมขยายตลาดไปในลาว, เวียดนาม, กัมพูชา เป็นต้น

ขณะที่นายบรรพต วัฒนสมบัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด มองว่า ตลาดอุปกรณ์เสริมปีนี้ยังเติบโต 10% มูลค่า 4,000-5,000 ล้านบาท จากการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ และการประมูล 4G ซึ่งการเติบโตควรได้มากกว่านี้ แต่สถานการณ์กำลังซื้อยังไม่ปกติ และอุปกรณ์เสริมไม่ใช่สินค้าแฟชั่นอีกต่อไป ผู้ค้าต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอดในสถานการณ์นี้ได้


บริษัทได้เพิ่มประเภทสินค้าที่นำเข้ามาทำตลาดเป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อสมาร์ทดีไวซ์(Connected Device) เช่น แวเรเบิลฟิตเนส จากเดิมเน้นอุปกรณ์เสริมกลุ่มโมบาย เช่น หูฟังบลูทูท, หูฟังมีสาย เนื่องจากการที่กลุ่มหูฟังชะลอ แต่อุปกรณ์เชื่อมต่อสมาร์ทดีไวซ์โตตามกระแสอินเทอร์เน็ตในสิ่งของ (Internet of Things) และอุปกรณ์เชื่อมต่อภายในบ้าน (Home Connected Device) รวมถึงเพิ่มแบรนด์หูฟัง เช่น ออดิโอ เทคนิก้า และกล้องวงจรปิดโมโตโรล่าเป็นต้น

สำหรับรายได้ปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มขึ้น 10% ที่ 450 ล้านบาท จากหูฟังบลูทูท 30%, หูฟัง 30%, แวเรเบิลดีไวซ์ 15% อื่น ๆ 25% ซึ่ง 5 เดือนแรกที่ผ่านมาทำได้ 140 ล้านบาท ลดจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 5% จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และขายผ่านช่องทางออนไลน์มีสัดส่วนที่ 5% คาดว่าปีถัดไปจะเพิ่มเป็น 20% และจะขยายตลาดไปในพม่ารวม หลังไปกัมพูชาและลาวมาแล้ว ปีนี้คาดว่ารายได้จากต่างประเทศจะอยู่ที่ 3%



http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1435813448