So Magawn

.
.
ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2556 มีข้อมูลมากกว่า 7000 ประเด็นข่าวและ 30000ชิ้นอย่างละเอียด (บล็อกนี้ทำด้วยความสนใจใฝ่รู้ และอยากรู้อยากเห็นส่วนตัว โดยยึดหลักการอ้างอิงที่มาของข้อมูลทุกเรื่องเพื่อความถูกต้องของข้อมูลและการอ้างอิงต่อไป)
(ไร้ โฆษณาและรายได้ในการจัดทำ)

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2558

30 เมษายน 2558 เลขาธิการ กสทช.ฐากร ระบุ "ปัจจุบันมีประชาชนนำคูปองลอตแรกมาใช้สิทธิ์เพียง 52% ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 70% ส่วนยอดใช้สิทธิ์รวมอยู่ที่ 4.2 ล้านใบ หรือราว 50% ของจำนวนคูปองที่แจกไป และ กสทช.ได้เบิกจ่ายเงินให้ผู้ประกอบการที่นำคูปองมาขึ้นเงินแล้ว 680 ล้านบาท

ประเด็นหลัก




"คสช.อนุมัติให้ขยายเวลาการใช้คูปองลอตแรกที่จะหมด 31 พ.ค.นี้ไปอีก 2 เดือน เพื่อรอให้กล่องไฮบริดกระจายลงตลาดก่อน ทำให้คูปองลอตแรกกับลอตที่ 2 จะหมดอายุ31 ก.ค. พร้อมกัน"

"ปัจจุบันมีประชาชนนำคูปองลอตแรกมาใช้สิทธิ์เพียง 52% ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 70% ส่วนยอดใช้สิทธิ์รวมอยู่ที่ 4.2 ล้านใบ หรือราว 50% ของจำนวนคูปองที่แจกไป และ กสทช.ได้เบิกจ่ายเงินให้ผู้ประกอบการที่นำคูปองมาขึ้นเงินแล้ว 680 ล้านบาท"

โดยตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. จะเปิดให้ประชาชนนำคูปองมาใช้สิทธิ์แลกซื้อกล่องไฮบริดได้ สำนักงานจึงต้องเร่งตรวจสอบมาตรฐานกล่องเพื่อให้ผู้ประกอบการเร่งผลิตและกระจายสู่ตลาดให้ทันที ซึ่งขณะนี้มีแค่กลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น และห้างหุ้นส่วนจำกัด คอมโปร โปรเกรส เท่านั้นที่แสดงความจำนงเข้ามา แต่ยังไม่ได้ส่งกล่องต้นแบบให้ตรวจ

"จะเร่งประกาศเชิญชวนผู้ประกอบการให้นำกล่องไฮบริดเข้าโครงการ ถ้าใครพร้อมส่งกล่องมาให้ตรวจก่อนก็จะได้ขายก่อน จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด คาดว่าราคาจะอยู่ที่ 1,500-1,600 บาท/กล่อง ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงทีวีดิจิทัลของประชาชนให้มากขึ้น"



_____________________________________________________
















15พ.ค.แจกคูปองดิจิทัลทีวีลอตสุดท้าย ค้างจ่ายล้านใบแก้ไม่ตก-เอกชนเมินขาย"ไฮบริด"



สางไม่จบปม "คูปองทีวีดิจิทัล" สารพัดปัญหาฉุดยอดขาย "เซตท็อปบ็อกซ์" ต่ำเป้าถ้วนหน้า "กสทช." กดปุ่มแจกลอตสุดท้าย 5.8 ล้านใบ 15 พ.ค.นี้ ระบุไม่ต้องรอโครงข่ายคลุม 80% หลังเปิดช่องแลกซื้อกล่อง "ไฮบริด" พร้อมยืดอายุคูปองลอตแรกอีก 2 เดือน ทั้งเตรียมเข็นระบบ e-Coupon แก้ปัญหาคูปองตกค้างล้านกว่าใบ


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันแจกคูปองส่วนลด มูลค่า 690 บาท เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิทัลไป 6 ลอตแล้ว รวม 8.3 ล้านใบและยังเหลือที่ต้องแจกอีก 5.8 ล้านใบ ตามกรอบที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) อนุมัติ 14.1 ล้านครัวเรือนที่มีข้อมูลทะเบียนราษฎร (เฉพาะที่มีชื่อบุคคลผู้เป็นเจ้าบ้าน) โดยจะแจกที่เหลือทั้งหมด 5.8 ล้านใบในวันที่ 15 พ.ค.นี้ เนื่องจากได้ขยายเงื่อนไขให้ใช้คูปองแลกซื้อกล่องไฮบริดที่รับสัญญาณทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน(DVB-T2) และทีวีดาวเทียม (DVB-S2) ได้พร้อมกัน จากเดิมที่แลกได้เฉพาะเซตท็อปบ็อกซ์ทีวีดิจิทัล และเครื่องรับโทรทัศน์ดิจิทัลเท่านั้น จึงไม่ต้องรอโครงข่ายครอบคลุมพื้นที่ 80%


"คสช.อนุมัติให้ขยายเวลาการใช้คูปองลอตแรกที่จะหมด 31 พ.ค.นี้ไปอีก 2 เดือน เพื่อรอให้กล่องไฮบริดกระจายลงตลาดก่อน ทำให้คูปองลอตแรกกับลอตที่ 2 จะหมดอายุ31 ก.ค. พร้อมกัน"

"ปัจจุบันมีประชาชนนำคูปองลอตแรกมาใช้สิทธิ์เพียง 52% ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 70% ส่วนยอดใช้สิทธิ์รวมอยู่ที่ 4.2 ล้านใบ หรือราว 50% ของจำนวนคูปองที่แจกไป และ กสทช.ได้เบิกจ่ายเงินให้ผู้ประกอบการที่นำคูปองมาขึ้นเงินแล้ว 680 ล้านบาท"

โดยตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. จะเปิดให้ประชาชนนำคูปองมาใช้สิทธิ์แลกซื้อกล่องไฮบริดได้ สำนักงานจึงต้องเร่งตรวจสอบมาตรฐานกล่องเพื่อให้ผู้ประกอบการเร่งผลิตและกระจายสู่ตลาดให้ทันที ซึ่งขณะนี้มีแค่กลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น และห้างหุ้นส่วนจำกัด คอมโปร โปรเกรส เท่านั้นที่แสดงความจำนงเข้ามา แต่ยังไม่ได้ส่งกล่องต้นแบบให้ตรวจ

"จะเร่งประกาศเชิญชวนผู้ประกอบการให้นำกล่องไฮบริดเข้าโครงการ ถ้าใครพร้อมส่งกล่องมาให้ตรวจก่อนก็จะได้ขายก่อน จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด คาดว่าราคาจะอยู่ที่ 1,500-1,600 บาท/กล่อง ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงทีวีดิจิทัลของประชาชนให้มากขึ้น"





ขณะเดียวกันจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์(กสท.)ตัดแบ่งงบประมาณประชาสัมพันธ์ทีวีดิจิทัลในส่วนของสื่อหนังสือพิมพ์ออกมาจากกรอบวงเงิน 63.5 ล้านบาท เพื่อเร่งประชาสัมพันธ์เรื่องกล่องไฮบริดให้ประชาชนรับรู้ก่อน

"TOR (ประกาศเงื่อนไขทางเทคนิค) เพื่อหาผู้ชนะประกวดราคามารับงาน พี.อาร์.ยังไม่ได้ข้อยุติ เพราะตกลงราคากลางกันไม่ได้ แต่การ พี.อาร์.เรื่องกล่องไฮบริดเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งทำก่อน 20 พ.ค.นี้ จึงจะเสนอบอร์ดให้ดึงงบฯส่วนนี้ออกมาใช้ก่อน"

ส่วนการแก้ปัญหาคูปองตกค้างที่ไปรษณีย์ราว1 ล้าน มีแนวคิดจะทำระบบ e-Coupon ให้ประชาชนนำบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ดของเจ้าบ้านไปใช้สิทธิ์แทนคูปองได้ ซึ่งที่ผ่านมาเชิญผู้ประกอบการมาหารือแล้ว แต่ต้องรอให้ คสช.อนุมัติ พร้อมกำชับให้ทางไปรษณีย์หามาตรการรองรับการกระจายคูปองลอตสุดท้ายที่จะแจกพร้อมกัน 5.8 ล้านใบด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการเซตท็อปบ็อกซ์รายใหญ่ในตลาด ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ "Samart", "Family" และ "Soken" ต่างแสดงความคิดเห็นในทำนองเดียวกันว่า ปัญหาเรื่องคูปองตกค้างที่ไปรษณีย์ไทยและการขาดการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเร่งนำคูปองมาใช้สิทธิ์ ส่งผลให้ยอดขายเซตท็อปบ็อกซ์ของบริษัทต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ยังไม่นับปัญหาขยายโครงข่ายล่าช้า

นายทวี อุดมกิจโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สามารถวิศวกรรม จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเซตท็อปบ็อกซ์ "Samart" กล่าวว่า มีประชาชนนำคูปองมาใช้สิทธิ์กับบริษัทราว 6 แสนกล่อง ต่ำกว่าเป้าหมาย 1 ล้านกล่องที่ตั้งไว้ โดยเกิดจาก 1.ยังมีคูปองตกค้างอยู่ที่ไปรษณีย์ไทยอีกหลายแสนใบ ขณะที่ประชาชน 70% ยังรับชมทีวีผ่านระบบดาวเทียม จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะแลกซื้อกล่องทีวีดิจิทัล และในบางพื้นที่ยังมีปัญหาในการรับชม

"อยากให้ กสทช.พิจารณาเรื่องกฎมัสต์แครี่ว่า ควรต้องกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดหรือไม่เพราะการบังคับให้มัสต์แครี่ไประบบดาวเทียมได้ อาจไม่ตอบโจทย์ กสทช. ที่จะให้เกิดการรับชมทีวีดิจิทัล และสิ่งที่ กสทช.ควรทำคือเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนนำคูปองมาใช้สิทธิ์มากขึ้น เพราะการขยายอายุคูปองอาจส่งผลให้ประชาชนยืดเวลานำคูปองมาใช้ไปอีก 2 เดือน แทนที่จะรีบนำมาใช้สิทธิ์ให้ทัน พ.ค.นี้"

ด้านนายสมชาย เปรื่องวิริยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัทแฟมิลี่ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ยอดขายเซตท็อปบ็อกซ์ของบริษัทอยู่ที่ 5 แสนกล่อง ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 1 ล้านกล่อง โดยตั้งแต่เดือน ม.ค.เป็นต้นมา แนวโน้มการนำคูปองมาใช้สิทธิ์ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาพรวมตลาดยังมีกล่องทีวีดิจิทัลค้างอยู่ในตลาดราว 10 ล้านกล่อง

"ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ แฟมิลี่จะทำโปรโมชั่นกระตุ้นให้นำคูปองมาใช้สิทธิ์มากขึ้น เช่น เมื่อซื้อสินค้าไอทีที่ร่วมรายการคู่กับบ็อกซ์ดิจิทัลจะได้ราคาพิเศษ"

ด้านนางวชิรา บัญชาบุษบง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทโซเคน อิเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ยอดใช้สิทธิ์คูปองของบริษัทอยู่ที่ราว 1.8 แสนกล่อง ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 5 แสนกล่อง แม้บริษัทจะเน้นทำตลาดแบบดีลิเวอรี่แล้ว เนื่องจากประชาชนยังไม่คำนึงถึงการรับชมแบบดิจิทัลและเครื่องรับทีวีในปัจจุบันก็ยังอยู่ในระบบความคมชัดปกติ(SD)เท่านั้นทำให้ไม่เห็นความแตกต่างระหว่างทีวีดาวเทียมกับทีวีดิจิทัล ทั้งมีปัญหาในการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อรับชมด้วย




http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1429766024