So Magawn

.
.
ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2556 มีข้อมูลมากกว่า 7000 ประเด็นข่าวและ 30000ชิ้นอย่างละเอียด (บล็อกนี้ทำด้วยความสนใจใฝ่รู้ และอยากรู้อยากเห็นส่วนตัว โดยยึดหลักการอ้างอิงที่มาของข้อมูลทุกเรื่องเพื่อความถูกต้องของข้อมูลและการอ้างอิงต่อไป)
(ไร้ โฆษณาและรายได้ในการจัดทำ)

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2558

13 มีนาคม 2558 (บทความ) Apple Watch เจ๋งหรือเจ๊ง? // ประเด็นแบตเตอรี่ใน Apple Watch นั้นตกเป็นเป้าโจมตีจากนักสังเกตการณ์รอบด้าน โดยแม้ Apple Watch จะถูกการันตีว่าสามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง 18 ชั่วโมง แต่การใช้งานต่อเนื่องนั้นทำได้เพียงการฟังเพลงนาน 30 นาที

ประเด็นหลัก


   
       ประเด็นแบตเตอรี่ใน Apple Watch นั้นตกเป็นเป้าโจมตีจากนักสังเกตการณ์รอบด้าน โดยแม้ Apple Watch จะถูกการันตีว่าสามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง 18 ชั่วโมง แต่การใช้งานต่อเนื่องนั้นทำได้เพียงการฟังเพลงนาน 30 นาที การรับข้อมูลแจ้งเตือน หรือ notification ราว 90 ครั้ง และการใช้งานแอปพลิเคชันนาน 45 นาที ผ่านการเชื่อมต่อ Bluetooth ซึ่งหากผู้ใช้เปิดคุณสมบัติวัดอัตราเต้นของหัวใจร่วมกับการเปิดเพลง ระยะเวลาสำหรับการโทรศัพท์ผ่านนาฬิกาก็จะเหลือน้อยลง
     
       หากผู้ใช้ Apple Watch ไม่ใช้งานด้านแอปพลิเคชันใดเลย Apple Watch จะสามารถบอกเวลาได้นาน 2 วัน ซึ่งถือเป็นเวลาที่จำกัดมากเมื่อเทียบกับนาฬิกาข้อมือทั่วไป
   


_____________________________________________________


















Apple Watch เจ๋งหรือเจ๊ง?






ถูกนักวิจารณ์ตราหน้าว่าเป็นสินค้าประเภท “ซื้อไว้ก็ได้” ไม่ใช่ “สินค้าควรซื้อ” หรือ must-have สำหรับแอปเปิลวอตช์ (Apple Watch) นาฬิกาข้อมือไฮเทคที่แอปเปิลโชว์ตัวเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา ทำเอามูลค่าหุ้นแอปเปิลนิ่งเงียบไม่พุ่งพรวดอย่างที่ควรจะเป็น คาดนักลงทุนยังไม่มั่นใจ และรอดูเสียงตอบรับจากผู้บริโภคในช่วงจำหน่ายจริงเดือนเมษายนนี้ ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่เริ่มตอบได้ว่า Apple Watch มีมนต์ขลังโดนใจสาวก หรือจะทำให้แอปเปิลตกที่นั่งลำบากเพราะยอดจำหน่ายที่ไม่เข้าเป้า
     
       ภาวะหุ้นแอปเปิลที่นิ่งเงียบถือเป็นสัญญาณแง่ลบ เนื่องจาก Apple Watch นั้นถือเป็นสินค้าตระกูลใหม่ในรอบ 4 ปี นับจากที่แอปเปิลเปิดตัวแท็บเล็ต iPad ในปี 2010 โดยนับตั้งแต่ที่แอปเปิลโชว์ตัว Apple Watch ในเดือนกันยายนปีที่แล้ว มูลค่าหุ้นแอปเปิลดีดตัวเพิ่มขึ้นถึง 30% แต่เมื่อแอปเปิลเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มูลค่าหุ้นกลับนิ่งเฉยไม่มีการขานรับในแง่บวกใดๆ
     
       ความไม่มั่นใจนี้มีสาเหตุมาจากเสียงวิจารณ์ว่า คุณสมบัติของ Apple Watch นั้นไม่หวือหวาสมกับการรอคอย อีกทั้งการทำงานของแอปพลิเคชันทำให้ Apple Watch ไม่แตกต่างจากของเล่นธรรมดาๆ แต่กลับถูกตั้งราคาเสียแพงมากมาย
     
       ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดคือ คำถามถึงความคุ้มค่าที่จะได้มาครอบครอง โดยมีการเปรียบเทียบ Apple Watch รุ่นทองคำ 18 กะรัต ราคา 10,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 320,000 บาท) กับนาฬิกายี่ห้อหรูราคาแพงแบรนด์อื่น เพราะนาฬิการาคาแพงนั้นสามารถส่งต่อถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน และอาจถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าได้ แต่สำหรับนาฬิกาเทคโนโลยีนั้น ปัญหาใดๆ ก็เกิดขึ้นได้ เช่น แบตเตอรี่เสื่อม ชาร์จไฟไม่เข้า เทคโนโลยีตกรุ่นล้าสมัย รวมถึงไม่มีอะไหล่เปลี่ยน ทั้งหมดนี้ทำให้ Apple Watch รุ่นแพงส่อแววไปไม่ถึงฝั่งฝันตั้งแต่ยังไม่ทำตลาด
     
       ***Apple Watch พร้อมรบ?
     
       นาฬิกาอัจฉริยะรุ่นแรกของแอปเปิลนั้นถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันอังคารที่ 9 กันยายนปีที่แล้ว ตัวนาฬิกามีให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่ 38 มม. และ 42 มม. ครั้งนั้นแอปเปิลระบุว่า ผู้ใช้จะสามารถรับ และส่งข้อความจากนาฬิกานี้ได้อย่างสะดวกสบาย ขณะเดียวกัน ก็สามารถรับสายโทรศัพท์ รวมถึงติดตามข้อมูลสุขภาพ และการออกกำลังกายได้ ซึ่งผู้ใช้สามารถถ่ายโอนข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้ได้จากข้อมือของตัวเอง และสามารถทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนรุ่นเก่าอย่าง iPhone 5 ได้
     
       หนึ่งในจุดเด่นของ Apple Watch ที่ถูกประกาศในช่วงเวลานั้นคือ รูปแบบหน้าปัดนาฬิกาที่แอปเปิลเปิดให้ผู้ใช้เลือกได้มากกว่า 11 แบบ แถมผู้ใช้ยังสามารถเลื่อน ขยาย หรือเปิดใช้เมนูต่างๆ ด้วยปุ่มพิเศษด้านข้างนาฬิกาซึ่งสื่ออเมริกันให้ชื่อว่าเป็น “dial click wheel” ยุคใหม่ของแอปเปิล เช่นเดียวกับนาฬิกาอัจฉริยะทั่วไป ภายใน Apple Watch จะมาพร้อมกับเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ รองรับ GPS และระบบ Wi-Fi ตัวสายมีให้เลือก 6 รูปแบบ ทั้งจากวัสดุหนังแท้ โลหะ และพลาสติก แต่ความต่างคือการใช้ชิป S1 และวัสดุหลังเครื่องที่ผู้ใช้สามารถเลือกความหรูหราได้หลายระดับ ไล่ตั้งแต่สเตนเลสอัลลอย อะลูมิเนียม รวมถึงทอง 18 กะรัต
     
       6 เดือนผ่านไป ทิม คุก (Tim Cook) ซีอีโอแอปเปิลขึ้นเวทีบรรยายรายละเอียดของนาฬิกา Apple Watch อีกครั้ง แต่กลับมีข้อมูลใหม่เพียงการสาธิตบริการเพิ่มเติม ซึ่งไม่ได้เรียกเสียงฮือฮาอย่างที่หลายคนหวังไว้
     
       บนเวทีงานประชุม 9 มีนาคม 2015 นาฬิกา Apple Watch ถูกสาธิตการทำงานผ่านบริการ Activity ซึ่งสามารถสรุปสถิติการเผาผลาญพลังงานของร่ายกายในรูปการยืน ออกกำลังกาย และการเคลื่อนไหวจากกิจกรรมที่ทำในช่วงสัปดาห์ได้อย่างแม่นยำ ยังมีระบบผู้ช่วยส่วนตัวอย่าง Siri ที่ถูกนำมาเพิ่มศักยภาพให้ Apple Watch รองรับคำสั่งผ่านเสียงพูด และการแสดงข้อความเตือนหรือ notification จากนานาแอปพลิเคชัน
     
       แอปพลิเคชันที่ถูกโชว์ตัวพร้อม Apple Watch ได้แก่ แอปพลิเคชันของเครือข่ายสังคมข้อความสั้นทวิตเตอร์ (Twitter) และสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ส (American Airlines) รวมถึงแอปพลิเคชันรับส่งข้อความสนทนาสัญชาติจีน อย่าง วีแชต (WeChat) ก็ถูกสาธิตว่าผู้ใช้ Apple Watch สามารถตอบข้อความพร้อมส่งสติกเกอร์ให้เพื่อนได้แบบทันใจผ่านการสัมผัส หน้าปัด
     
       ผู้ใช้ Apple Watch สามารถนำนาฬิกาไปวางใกล้เครื่องอ่านเพื่อชำระเงินค่าสินค้า และบริการผ่านบัตรเครดิตที่ผูกบริการไว้ได้ ขณะเดียวกัน ก็สามารถดูความเคลื่อนไหวของภาพที่โพสต์ไว้บนเครือข่ายสังคมว่ามียอดคลิก Like เท่าใดแล้ว ที่สำคัญผู้ใช้สามารถเลือกส่งข้อความแทนการรับสายโทร.เข้าจากโทรศัพท์ได้ จุดนี้แอปเปิลให้ข้อมูลว่า Apple Watch สามารถเชื่อมกับโทรศัพท์ผ่านเครือข่าย WiFi ด้วย ไม่ได้เชื่อมกับผู้ใช้ผ่านระบบ Bluetooth อย่างในนาฬิกาแบรนด์อื่น
     
       แอปพลิเคชันเรียกรถแท็กซี่อย่าง Uber และเครือข่ายสังคมภาพอย่าง อินสตาแกรม (Instagram) ถูกนำมาสาธิตว่าสามารถทำงานได้ลื่นไหลบน Apple Watch โดย Apple Watch รองรับการเขียนด้วยนิ้วบนหน้าปัดนาฬิกาได้เหมือนสมาร์ทโฟน และสามารถนำไปใช้งานกับระบบปลดล็อกประตูห้องในโรงแรมแทนการใช้บัตรกุญแจ หรือคีย์การ์ด
     
       Apple Watch ยังสามารถแสดงเนื้อเพลงที่ฟังได้ สามารถแสดงภาพจากกล้องวงจรปิดในบ้านได้ โดยหากมีแอปพลิเคชันรองรับ ผู้ใช้จะสามารถสั่งเปิดประตูโรงรถได้จาก Apple Watch ได้ด้วย
     
       ปรากฏว่านักวิจารณ์สับแหลกการทำงานของ Apple Watch ที่ถูกสาธิตครั้งล่าสุด ว่า Apple Watch แทบไม่มีความแตกต่างจากของเล่นไอทีแสนธรรมดา แต่กลับถูกตั้งราคาเสียแพงมากมาย
     
       แอปเปิลแบ่งสายผลิตภัณฑ์กลุ่มนาฬิกาโดยเริ่มต้นที่ “แอปเปิล วอตช์ สปอร์ต (Apple Watch Sport)” กำหนดราคาจำหน่าย 349 เหรียญสหรัฐ สำหรับรุ่นหน้าปัดขนาด 38 มม. และ 399 เหรียญ สำหรับรุ่นหน้าปัดขนาด 42 มม. ถัดมาเป็นกลุ่ม “แอปเปิล วอตช์ (Apple Watch)” ที่ใช้วัสดุสเตนเลสสตีล หรูยิ่งขึ้นเพื่อวางจำหน่ายในราคาเริ่มต้น 549 และ 599 เหรียญสหรัฐ ตามขนาดหน้าปัดที่ต่างกัน
     
       แอปเปิลวอตช์ รุ่นหรูสุดขีดคือ “แอปเปิล วอตช์ อิดิชัน (Apple Watch Edition)” สนนราคาเริ่มที่ 10,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งจะวางจำหน่ายในร้านแอปเปิลบางสาขาเท่านั้น
     
       การแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ออกเป็น 3 ระดับ อาจสร้างความสับสนให้แก่ผู้บริโภคได้ แถมยังมีความเสี่ยงเรื่องผู้บริโภคไม่มั่นใจว่าจะได้รับบริการหลังการขายที่เท่าเทียม
     
       นอกจากนี้ Apple Watch Edition รุ่นแพงสุดอาจไม่ได้รับเสียงตอบรับเท่าที่ควร เนื่องจากความสำคัญของนาฬิกาที่ถูกผูกเข้ากับแอปพลิเคชันอย่างแนบแน่น จะทำให้การดีไซน์ตัวนาฬิกา หรือคุณภาพของวัสดุที่ใช้ในการผลิตไม่ได้ถูกนำมาสร้างความดึงดูดใจให้แก่ผู้บริโภคเท่าที่ควร ทำให้ผู้บริโภคมองว่า สามารถซื้อรุ่นใดก็ใช้งานได้ไม่ต่างกัน
     
       ***จับตาบริการหลังการขาย
     
       กระแสโจมตี Apple Watch รุ่นทอง 18 กะรัต ที่ถูกตั้งราคาสูงสุดไว้ถึง 17,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.4 แสนบาท ว่า อาจจะกลายเป็นของเล่นล้าสมัยที่ใช้การไม่ได้ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า ทำให้โฆษกแอปเปิลยืนยันแล้วว่า แบตเตอรี่ของ Apple Watch จะสามารถเปลี่ยนใหม่ได้ แต่ยังไม่ชัดเจนเรื่องแผนให้บริการอัปเดตหน่วยประมวลผล และหน่วยความจำของเครื่องในอนาคต ทั้งหมดนี้ทำให้ประเด็นบริการหลังการขายคือคำถามที่แอปเปิลต้องตอบให้ได้ก่อนจะวางจำหน่าย Apple Watch
     
       ขณะเดียวกัน แอปเปิลยังไม่สามารถให้ความชัดเจนเรื่องค่าบริการที่อาจเรียกเก็บเมื่อลูกค้านำนาฬิกาไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ โดยที่ผ่านมา การประเมินพบว่า อายุใช้งานแบตเตอรี่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปนั้นอยู่ที่ราว 3 ปีเท่านั้น
     
       อย่างไรก็ตาม แผนการซ่อมบำรุง Apple Watch ถูกมองว่าอาจไม่ช่วยให้ Apple Watch รุ่นหรูมีความคุ้มค่ามากพอสำหรับการใช้งานต่อเนื่องถึง 10 ปีข้างหน้า เนื่องจาก Apple Watch ต้องทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนอย่างไอโฟน (iPhone) ซึ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง และอัปเกรดตามวงจรผลิตภัณฑ์ไอทีอยู่แล้ว
     
       ประเด็นแบตเตอรี่ใน Apple Watch นั้นตกเป็นเป้าโจมตีจากนักสังเกตการณ์รอบด้าน โดยแม้ Apple Watch จะถูกการันตีว่าสามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง 18 ชั่วโมง แต่การใช้งานต่อเนื่องนั้นทำได้เพียงการฟังเพลงนาน 30 นาที การรับข้อมูลแจ้งเตือน หรือ notification ราว 90 ครั้ง และการใช้งานแอปพลิเคชันนาน 45 นาที ผ่านการเชื่อมต่อ Bluetooth ซึ่งหากผู้ใช้เปิดคุณสมบัติวัดอัตราเต้นของหัวใจร่วมกับการเปิดเพลง ระยะเวลาสำหรับการโทรศัพท์ผ่านนาฬิกาก็จะเหลือน้อยลง
     
       หากผู้ใช้ Apple Watch ไม่ใช้งานด้านแอปพลิเคชันใดเลย Apple Watch จะสามารถบอกเวลาได้นาน 2 วัน ซึ่งถือเป็นเวลาที่จำกัดมากเมื่อเทียบกับนาฬิกาข้อมือทั่วไป
     
     


     
       ***คนจีนรอซื้อ
     
       สื่อต่างประเทศเชื่อว่า แอปเปิลหวังให้จีนเป็นตลาดใหญ่สำหรับ Apple Watch ทั้งการใช้สีทองซึ่งดึงดูดชาวจีนผู้มั่งคั่ง การดึงจีนเป็น 1 ใน 9 ประเทศกลุ่มแรกที่จะวางจำหน่าย Apple Watch ในวันที่ 24 เมษายนนี้ รวมถึงการสาธิตความสามารถของ Apple Watch ด้วยโปรแกรมแชตสัญชาติมังกรอย่าง “วีแชต (WeChat)” ซึ่งมีผู้ใช้มากกว่า 500 ล้านคน และส่วนใหญ่เป็นชาวจีน
     
       รายงานระบุว่า Apple Watch จะวางจำหน่ายในจีนด้วยราคาเริ่มต้น 2,588 หยวน (ราว 12,000 บาท) โดยมีความเป็นไปได้สูงที่ Apple Watch จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินรายได้ให้มากกว่า 1.82 แสนล้านเหรียญสหรัฐที่แอปเปิลทำได้จากการจำหน่ายไอโฟน ไอแพด และคอมพิวเตอร์แมคอินทอชทั่วโลกช่วงปีที่ผ่านมา
     
       สำหรับตลาดจีน นักวิเคราะห์เชื่อว่า ชาวจีนจะให้การตอบรับ Apple Watch อย่างดีเพราะผลจากความนิยมในแบรนด์ เฉพาะไตรมาสที่ผ่านมา แอปเปิลสามารถทำยอดขายในจีนได้มากกว่า 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 21% ของรายได้รวมบริษัท เป็นสัดส่วนรองจากตลาดอเมริกา และยุโรปเท่านั้น
     
       นอกจากนี้ จีนยังได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งการแห่ซื้อสินค้าแบรนด์เนมราคาแพง โดยที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายสินค้าราคาแพงในจีนเติบโตต่อเนื่องมาตลอด กระทั่งปี 2014 ที่พบว่ามีการซื้อลดลงครั้งแรก แต่ก็เป็นการลดลงเพียง 1% คิดเป็นมูลค่า 1.15 แสนล้านหยวน ซึ่งการลดลงนี้เป็นผลจากมาตรการต่อต้านการฉ้อโกง ไม่ใช่ผลจากความต้องการในตลาดที่ชะลอตัว
     
       สรุปแล้ว Apple Watch มีทั้งแววรุ่ง และแววร่วงจนไม่มีใครกล้าฟันธง เรียกว่าทุกอย่างต้องรอลุ้นหลังการจำหน่ายจริงวันที่ 24 เมษายนนี้
     
       ***สถิติอลังการล่าสุดของ Apple
     
       บนเวทีเปิดรายละเอียด Apple Watch แอปเปิลประกาศสถิติน่าทึ่งของบริษัทช่วงเดือนมีนาคม 2015 ไว้ดังนี้
     
       - ค่ายรถยนต์ขานรับระบบจัดการข้อมูลดิจิตอลในรถ “คาร์เพลย์ (CarPlay)” อย่างดี ล่าสุด รถจำนวนกว่า 40 รุ่น จะติดตั้งระบบเล่นไฟล์ดิจิตอลในรถของแอปเปิลเพื่อจำหน่ายจริง
     
       - วันนี้บริการชำระเงินผ่านอุปกรณ์พกพา “แอปเปิล เพย์ (Apple Pay)” รองรับร้านค้ามากกว่า 7 แสนแห่งทั่วสหรัฐฯ รวมถึงตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติมากกว่า 4 หมื่นตู้
     
       - ไอโฟนรุ่นใหม่อย่าง iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ทำให้ไอโฟนกลายเป็นสมาร์ทโฟนที่ขายดีที่สุดในโลก โดยหากรวมตั้งแต่ปี 2007 ไอโฟนถูกจำหน่ายไปแล้วมากกว่า 700 ล้านเครื่อง
     
       - อุปกรณ์สำหรับการชมวิดีโอออนไลน์บนทีวีอย่าง “แอปเปิล ทีวี (Apple TV)” มียอดจำหน่ายรวมราว 25 ล้านเครื่องทั่วโลก
     
       - วันนี้ แอปเปิลมีร้านค้าปลีก “แอปเปิลสโตร์ (Apple Store)” มากกว่า 453 แห่งทั่วโลก ราว 21 แห่งตั้งอยู่ในประเทศจีน และคาดว่าจะเพิ่มจำนวนเป็น 40 แห่งในช่วงกลางปีหน้า โดยสถิติผู้เข้าชมสินค้าทุกสาขามีจำนวนมากกว่า 120 ล้านคนในช่วงปลายปี 2014 ที่ผ่านมา
     


http://manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9580000029386