So Magawn

.
.
ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2556 มีข้อมูลมากกว่า 7000 ประเด็นข่าวและ 30000ชิ้นอย่างละเอียด (บล็อกนี้ทำด้วยความสนใจใฝ่รู้ และอยากรู้อยากเห็นส่วนตัว โดยยึดหลักการอ้างอิงที่มาของข้อมูลทุกเรื่องเพื่อความถูกต้องของข้อมูลและการอ้างอิงต่อไป)
(ไร้ โฆษณาและรายได้ในการจัดทำ)

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

08 มีนาคม 2558 (บทความ) 'วสันต์' ชี้เส้นทางเติบโตล็อกซเล่ย์ไอซีที // TOT ต้องรับทรัพย์สินคืนจาก AIS ทั้งในเรื่องของคลื่นสัญญาณ อุปกรณ์ต่างๆ ล็อกซเล่ย์เลยนำเสนอว่าน่าจะนำเอาส่วนนี้มาอัปเกรดมาเป็น LTE

ประเด็นหลัก

  วสันต์ กล่าวว่า โครงการแรกที่มองก่อนเลยคือ เรื่องที่ทีโอทีต้องรับทรัพย์สินคืนจากเอไอเอส ทั้งในเรื่องของคลื่นสัญญาณ อุปกรณ์ต่างๆ ล็อกซเล่ย์เลยนำเสนอว่าน่าจะนำเอาส่วนนี้มาอัปเกรดมาเป็นLTEและนำมาใช้สำหรับแอปพลิเคชันบางอย่าง เช่น การใช้เป็นเซ็นเซอร์ ,เรื่องอีเลิร์นนิ่งคอนเทนต์ นำไปใช้ทำอีบุ๊ก เป็นต้น ซึ่งล็อกซเล่ย์เองก็มีพาร์ทเนอร์เป็นหัวเว่ย ที่ใช้ต้นทุนเพียง 30-40% เป็นราคาที่ไม่แพง ในการทำLTE



_____________________________________________________














'วสันต์' ชี้เส้นทางเติบโตล็อกซเล่ย์ไอซีที (Cyber Weekend)


        สายงานธุรกิจไอซีทีของล็อกซเล่ย์ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในเรี่ยวแรงสำคัญที่สร้างรายได้ให้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมาคาดว่าจะสร้างกำไรได้ถึง 200 ล้านบาท แต่ในปีนี้เนื่องจากโครงการใหญ่ๆ ยังไม่มีออกมาเป็นที่แน่ชัด มีเพียงโครงการเดิมๆ ที่ทำการอัปเกรดเท่านั้น และดูเหมือนว่าจะขยับขยายไปทางไหนค่อนข้างลำบาก จึงมีการคาดการณ์รายได้เบื้องต้นว่าจะต้องลดลง
     
       แต่ยังคงมั่นใจว่ากำไรจะเพิ่มขึ้น!!
     
       วสันต์ จาติกวณิช กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ที่ ดูแลกลุ่มธุรกิจไอซีที กล่าวถึงการสร้างกำไรเพิ่มในช่วงที่ไม่มีโครงการใหญ่ๆ เข้ามาว่า ล็อกซเล่ย์ได้ตั้งหน่วยธุรกิจขึ้นมาใหม่เรียกว่า 'อินโนเวชัน' เพื่อเป็นส่วนเสริมความเข้มแข็งให้กับหน่วยธุรกิจอื่นๆและสามารถตอบสนองต่องานโปรเจ็กต์ได้เป็นอย่างดี
     
       'ล็อกซเล่ย์มี 2ขาใหญ่คือเทคโนโลยีและเทรดดิ้ง และภายในขาเทคโนโลยีก็จะแบ่งเป็น กลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มไอซีที ซึ่งในปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ไม่ค่อยมีโครงการใหม่ๆ จึงใช้เวลานี้ตั้งขาที่ 3 คืออินโนเวชั่น โดยจะมีคนรุ่นใหม่เข้ามาดูแลด้านนี้ เพราะเรามองว่าสินค้าใหม่ๆ ปัจจุบันจะไดร์ฟโดยคอนซูเมอร์ ซึ่งอินโนเวชั่นนี้ล็อกซเล่ย์ทำมาได้ปีกว่าๆ แล้ว เข้ามาซัปพอร์ตในทุกกลุ่มธุรกิจ ไม่ได้ขาย แต่เป็นคนคิดให้กลุ่มอื่นๆ เอาไปต่อยอด'
     
       สำหรับกลุ่มอินโนเวชั่นนี้หากคิดขึ้นมา 10 เรื่องแต่ทำได้สัก 2 เรื่องก็นับว่าดีแล้ว โดยองค์ความรู้ที่ได้นั้นจะมีการทดลองใช้กันภายในก่อนที่จะออกไปเป็นบริการข้างนอก เป็นโซลูชั่นที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในโลกยุคใหม่ๆ ได้ ซึ่งอินโนเวชั่นนั้น ล็อกซเล่ย์ทำมาก่อนดิจิตอลอีโคโนมีของภาครัฐเสียอีก แต่ทั้งหมดก็สามารถตอบสนองนโยบายดังกล่าวได้ รอเพียงความชัดเจนว่าจะทำอะไรบ้างเท่านั้น
     
       ***รอแผนภาครัฐชัดเจนแล้วเตรียมรุกเทคโนโลยีโมบาย
     
       วสันต์ กล่าวว่า โครงการแรกที่มองก่อนเลยคือ เรื่องที่ทีโอทีต้องรับทรัพย์สินคืนจากเอไอเอส ทั้งในเรื่องของคลื่นสัญญาณ อุปกรณ์ต่างๆ ล็อกซเล่ย์เลยนำเสนอว่าน่าจะนำเอาส่วนนี้มาอัปเกรดมาเป็นLTEและนำมาใช้สำหรับแอปพลิเคชันบางอย่าง เช่น การใช้เป็นเซ็นเซอร์ ,เรื่องอีเลิร์นนิ่งคอนเทนต์ นำไปใช้ทำอีบุ๊ก เป็นต้น ซึ่งล็อกซเล่ย์เองก็มีพาร์ทเนอร์เป็นหัวเว่ย ที่ใช้ต้นทุนเพียง 30-40% เป็นราคาที่ไม่แพง ในการทำLTE
     
       นอกจากนี้ยังอาจจะนำไปทำเรื่องการพัฒนาทางด้านน้ำเพื่อให้ความรู้กับเกษตร รวมไปถึงทางด้านการสนับสนุนด้านซีเคียวริตี้ ที่จะพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันที่ใช้เน็ตเวิร์กในการพัฒนาด้านอื่น แต่ไม่ควรเอาไปให้เอกชนไปใช้ทำมือถือ เพราะทีโอทีไม่ควรไปแข่งกับเอกชน แต่ควรจะมาดำเนินรอยตามนโยบายดิจิตอลอีโคโนมีเป็นหลักมากกว่า ล็อกซเล่ย์ไวร์เลส เก่งเรื่องแอปพลิเคชันจึงอยากนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์
     
       'ตอนนี้เราอยากจะรู้ว่าจะปลูกพืชอะไรดีก็ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้มาช่วย เป็นการพยากรณ์ ทำอย่างไรที่จะบอกชาวบ้านได้ว่าในระยะยาวโอกาสจะเป็นอย่างไร น้ำเป็นอย่างไร โอกาสที่จะปลูกเป็นอย่างไร พยากรณ์การเกษตรได้หลายแบบเพื่อการเพาะปลูกให้เหมาะสม พัฒนาได้หลายสิ่ง รองรับดิจิตอลอีโคโนมีเต็มตัว ซึ่งขณะนี้เราพัฒนากับเอกชนรายใหญ่อยู่ แต่ต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่าจะออกมาให้เห็น'
     
       นอกจากนี้ยังอาจจะใช้เป็นเน็ตเวิร์กสำหรับดาต้าในราคาถูกเพื่อใช้ประโยชน์แบบแมชชีนทูแมชชีน ใช้เป็นเซ็นเซอร์ สัก 100 ล้านเบอร์ แบ่งกันระหว่างเกษตร กับ ซีเคียวริตี้ เพื่อใช้ประโยชน์ทางด้านอื่นๆ แล้วขายให้กับหน่วยงานที่นำไปพัฒนา ซึ่งการนำมาใช้เป็นเซ็นเซอร์ทางด้านเกษตรนั้น คิดค่าบริการเพียงเบอร์ละ 10 บาทต่อเดือน ก็มีรายได้เป็น 1,000 ล้านบาทต่อเดือนแล้ว ที่เหลือค่อยแบ่งคาปาซิตี้เป็นส่วนๆ เพื่อให้เน็ตเวิร์กมีความหลากหลาย ตอนนี้ที่เซ็นเซอร์ยังไม่เกิดเพราะการใช้งานซิมยังแพงอยู่ ขั้นต่ำเดือนละ 100 บาท
     
       ***เล็งให้บริการคลาวด์ด้วยดาต้าเซ็นเตอร์จากชิปมือถือ
     
       เช่นเดียวกับการให้บริการคลาวด์ ถ้าจะทำต้องไม่เหมือนคนอื่น ไม่ใช่ซื้อมาแล้วขายไป และเราจะไม่แข่งกับคนอื่น โดยที่ผ่านมาได้ติดต่อกับเอชพีแลปที่เป็นรีเสิร์ซเฮ้าส์ มีเทคโนโลยีชื่อ 'บลูช็อต' เป็นการนำเอาชิปมือถือมาทำเป็นดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อให้บริการคลาวด์ เพราะในความเป็นจริงแล้วชิปในมือถือมีพลังเยอะแต่กินไฟน้อย แต่เนื่องจากพออยู่ในมือถือแล้วต้องทำหลายหน้าที่ ทำให้ดูว่ามีพลังน้อย แต่ถ้าให้ทำหน้าที่เดียวจะมีพลังมากและไม่กินไฟ ขณะนี้ลงทุนไปแล้ว 70-80 ล้านบาท ปีหน้าจะเริ่มเอาออกไปขายจริง ตอนนี้ล็อกซเล่ย์เริ่มนำมาใช้ภายในด้วยการนำมาใช้กับการพัฒนาระบบERPใหม่
     
       ทางด้านมัลติมีเดีย ที่จะเสริมเรื่องการดูทีวีปัจจุบันที่ไม่ใช่เรื่องหน้าจอเดียวอีกต่อไป แม้ขณะนี้ช่องดิจิตอลทีวีต่างๆ อาจจะดูว่าไม่จำเป็น แต่อีก 1 ปี ข้างหน้าจะต้องการใช้แน่ๆ ล็อกซเล่ย์ อยากทำโซลูชันขึ้นมาแล้วนำเสนอกับช่องทีวีเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นแค่การขายคลาวด์ ตอนนี้อยู่ระหว่างพัฒนาคอร์เทคโนโลยี แต่ในอนาคตจะต้องพัฒนาไปสู่การใช้งานจริง
     
       ส่วนICT DR Site (Disaster Recovery Site) หรือวิธีการแก้ไขระบบสารสนเทศให้สามารถใช้งานได้นอกสถานที่กรณีเกิดภัยพิบัติต่างๆขึ้น ได้รับความสนใจและมีการเพิ่มขึ้นของคาปาซิตี้ ที่ต้องการใช้งานพื้นที่เก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น เช่นซัปพอร์ตบริษัทต่างๆ ที่ใช้งานข้อมูลสูงอย่างธุรกิจประกันภัย มัลติมีเดียเฮ้าส์ พวกดิจิตอลทีวี ที่ต้องเอาขึ้นไพรเวทคลาวด์ ซึ่งเป็นสเต็ปต่อไปที่จะสร้างรายได้ ทั้งนี้ปัจจุบันล็อกซเล่ย์ไอซีทีมีสัดส่วนรายได้ของเอกชนอยู่ที่ 40% ภาครัฐ 60 % แต่ล็อกซเล่ย์อยากได้เอกชน 60% ภาครัฐ 40% ซึ่งปีนี้จะทำให้ส่วนแบ่งเป็นภาครัฐ 50% เอกชน 50% ก่อน ไม่ได้ลดภาครัฐแต่ไปเพิ่มเอกชน
     
       ***จับมือพาร์ทเนอร์พร้อมปล่อยบริการใหม่ๆ ปีหน้า
     
       วสันต์ กล่าวว่า นอกจากแผนงานต่างๆ ที่ได้เตรียมไว้แล้ว ยังได้จับมือกับพาร์ทเนอร์ในการนำเสนอโซลูชันใหม่ๆ ออกสู่ตลาด อาทิ ในกลุ่มสถาบันการศึกษา ได้นำระบบบริหารจัดการโรงเรียน มีพาร์ทเนอร์จากอเมริกาเป็นผู้พัฒนาระบบ LMS หรือLearning Management System ซึ่งขณะนี้ใช้อยู่ในรัฐหลุยเซียน่า โดยตอนนี้อยู่ระหว่างการทดลองเพื่อให้ปรับใช้เข้ากับเมืองไทย เป็นระบบหลังบ้านที่ครูและผู้บริหารใช้บริหารโรงเรียน
     
       'ทำให้ครูได้เป็นครู เป็นการคืนครูให้ห้องเรียน'
     
       เพราะบางครั้งครูทำหลายหน้าที่หลายตำแหน่ง นักเรียนได้เรียนเฉพาะในห้องไม่รู้จักครูอย่างแท้จริง ปัจจุบันทดลองระบบนี้กับครูอยู่ 2-3โรงเรียน ให้ครูทำเฉพาะสิ่งที่ครูต้องทำ ระบบจะทำให้ทุกอย่างในงานด้านอื่นๆ แทน โดยได้ทดลองกับโรงเรียนไทย คาทอลิก และโรงเรียนอินเตอร์ ซึ่งระบบนี้จะช่วยติดตามกฏระเบียบใหม่ๆ จากนโยบายของภาครัฐให้โดย ครูไม่จำเป็นต้องติดตามเอง
     
       นอกจากนี้ในธุรกิจด้านการรักษาสุขภาพนั้น พาร์ทเนอร์อย่างเอ็นทีทีโดโคโมได้นำเสนอเรื่องสุขภาพโดยอยู่ระหว่างศึกษาเรื่องตลาดสุขภาพในไทย มองเรื่องการห่วงสุขภาพส่วนบุคคลเป็นหลัก ด้วยการใส่อุปกรณ์สวมใส่ ต้องการช่วยตัวเองในการดูแลสุขภาพ และดูว่าจะนำเทคโนโลยีของญี่ปุ่นมาปรับใช้กับตลาดเมืองไทยได้อย่างไร อาทิ ระบบเตือนเรื่องสุขภาพ และจะเป็นเปย์เซอร์วิส เข้าไปในระบบ เมื่อมีการวัดไปแล้ว ไปจนถึงขั้นการนัดหมอ มีแอปพลิเคชันที่ช่วยเหลือหากเจ็บป่วยกระทันหัน
     
       นอกจากนี้ยังมีในส่วนของโครงการเคเบิลใต้น้ำ ที่ล็อกซเล่ย์ไวร์เลสได้จับมือกับเอไอทีและพาร์ทเนอร์มาเลเซีย เพื่อพัฒนาโครงการโดยคาดว่าภายใน 2 เดือนนี้จะได้ไลเซ่นส์จากพม่า และจะดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 14-16 เดือน มูลค่าโครงการ 60 ล้านเหรียญสหรัฐโดยในส่วนของล็อกซเล่ย์กับเอไอทีใช้เงินลงทุนรวมกันประมาณ 200 ล้านบาท และเมื่อโครงการนี้ติดตั้งเสร็จแล้ว ก็จะมีเคเบิลใต้น้ำเชื่อมโยงผ่านอันดามันจากย่างกุ้งไปมาเลเซียเพื่อเพิ่มการเชื่อมโยงของพม่าที่ปัจจุบันยังมีค่อนข้างน้อย โดยคาดว่าปลายปี 2016 น่าจะเริ่มสร้างรายได้
     
       ทางด้านโครงการที่ลาวนั้น ล็อกซเล่ย์มองเรื่องช้อปที่เปิดทุกวัน 24 ชั่วโมง เป็นการใช้อีคอมเมิร์ซแบบไฮบริด ตอบสนองกับคนที่ข้ามไปมาซื้อของในไทยตลอดเวลา ลดภาระเรื่องเวลา โดยให้คนเข้ามาสั่ง แล้วส่งของในอีก 1 อาทิตย์ต่อไป ช่วยให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้น และที่สำคัญลาวเปิดสะพานหลายสะพานจะเป็นโอกาสที่ดี
     
       ***แนะรัฐให้เอกชนสร้างบริการแล้วรัฐเช่าใช้
     
       วสันต์ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่แล้ว คนไทยเป็นคนเก่ง ถ้าสถานการณ์นิ่งเอกชนก็เดินเองได้ ส่วนใหญ่เอกชนจะโดนหยุดจากปัจจัยภายนอก ดังนั้นอยากจะฝากให้รัฐบาลเริ่มเปลี่ยนการใช้ไอที จากการซื้อระบบเป็นซื้อบริการแทน เพื่อให้เอกชนและเอสเอ็มอีทั้งหลายโตได้ ไม่ใช่เน้นการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเดียว
     
       'การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลเอง ยังไม่ปรับให้มีประสิทธิภาพ ยังเป็นการประมูลที่ต้องมีของมาให้เห็น แต่สมัยนี้แทนที่จะซื้อของมาสร้างเอง อาจจะไม่ทันการ ควรจะทำเป็นบริการที่มีให้บริการอยู่แล้ว ให้ EGA เป็นตัวกลาง รัฐบาลไม่ต้องลงทุน มาซื้อกับเอกชนทำให้เอกชนกล้าลงทุน รัฐบาลมองว่าดิจิตอลอีโคโนมีให้เอกชนเป็นตัวทำแล้วรัฐบาลเป็นผู้ใช้ ไม่ต้องลงทุนเองเพราะไม่ทันเวลา แถมยังลดการคอรัปชันให้หายไปด้วย'


http://manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9580000026827