So Magawn

.
.
ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2556 มีข้อมูลมากกว่า 7000 ประเด็นข่าวและ 30000ชิ้นอย่างละเอียด (บล็อกนี้ทำด้วยความสนใจใฝ่รู้ และอยากรู้อยากเห็นส่วนตัว โดยยึดหลักการอ้างอิงที่มาของข้อมูลทุกเรื่องเพื่อความถูกต้องของข้อมูลและการอ้างอิงต่อไป)
(ไร้ โฆษณาและรายได้ในการจัดทำ)

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

20 กุมภาพันธ์ 2558 TV Direct ปรับตัวแล้ว!! ( ชะลอลงทุน มาเลเซีย ลาว ) เททรัพยากรทั้งหมด รดำเนินธุรกิจใหม่ ให้เป็นรูปแบบ "มัลติสกรีน (Multiscreen)" ผ่าน 4 แพลตฟอร์ม คือ ทีวี ออนไลน์ โมบายแอปพลิเคชั่น-โซเชียลมีเดีย และรีเทล

ประเด็นหลัก



นายทรงพลกล่าวว่า บริษัทจึงได้ปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดโฮมช็อปปิ้งไว้ ด้วยการเดินหน้ารุกตลาดในประเทศ และเพิ่มความเข้มข้นในการทำตลาดมากขึ้น โดยจะชะลอแผนการลงทุนในต่างประเทศไว้ทั้งหมดก่อนทั้งในมาเลเซีย ลาว เพื่อเททรัพยากรทั้งหมดสำหรับรับมือกับการแข่งขันภายในประเทศ พร้อมทั้งได้ปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจใหม่ ให้เป็นรูปแบบ "มัลติสกรีน (Multiscreen)" ผ่าน 4 แพลตฟอร์ม คือ ทีวี ออนไลน์ โมบายแอปพลิเคชั่น-โซเชียลมีเดีย และรีเทล สามารถแบ่งได้ 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ไดเร็กต์ มาร์เก็ตติ้ง (DirectShopping) แบ่งเป็นการขายสินค้าผ่านช่องทางทีวีดิจิทัล ทีวีดาวเทียม-เคเบิลทีวี แค็ตตาล็อก ไดเร็กต์เมล์ เป็นต้น

_____________________________________________________










"ทีวีไดเร็ค" ปรับแผนสู้ศึก จัดทัพช่องทางขาย-ย้ำภาพผู้นำ "โฮมช็อปปิ้ง"

ศึกรอบด้าน "ทีวี ไดเร็ค" ปรับกลยุทธ์สู้ ยกเครื่องช่องทางขายสู่ "มัลติสกรีน" "ทีวี-ออนไลน์-โมบาย-รีเทล" ย้ำแชมป์ตลาดโฮมช็อปปิ้ง หลังคู่แข่งขันหน้าเก่า-ใหม่ทั้ง "โอช็อปปิ้ง ทรูซีเล็ค ลาซาด้า เอ็นโซโก" ดาหน้าบุก คาดดันตลาดรวมโฮมช็อปปิ้งสิ้นปีโตก้าวกระโดดเป็น 5,000 ล้าน มั่นใจสิ้นปี 2558 รายได้แตะ 2,880 ล้านบาท

นายทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) หรือ TVD กล่าวว่า แนวโน้มการแข่งขันของธุรกิจโฮมช็อปปิ้งทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากจำนวนคู่แข่งเพิ่มขึ้น ทั้งผู้แข่งขันทางตรงในตลาดโฮมช็อปปิ้ง 3 รายใหญ่ คือ ทรูซีเล็ค โอช็อปปิ้ง และช็อป แชนแนล รวมถึงคู่แข่งทางอ้อมจากผู้เล่นในธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เติบโตขึ้นตามการขยายตัวของเทคโนโลยี 3G เช่น ลาซาด้า เอ็นโซโก (Ensogo) ไลน์ช็อป เป็นต้น นับวันผู้เล่นในกลุ่มนี้เริ่มแข็งแกร่งขึ้น และเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดของบริษัทมากขึ้น



"ด้วยจำนวนผู้แข่งขันที่มากขึ้น รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เริ่มหันมารุกตลาดรีเทลมากขึ้น จะส่งผลให้ตลาดโฮมช็อปปิ้งปีนี้มีมูลค่าประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีมูลค่า 2,500 ล้านบาท"

นายทรงพลกล่าวว่า บริษัทจึงได้ปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดโฮมช็อปปิ้งไว้ ด้วยการเดินหน้ารุกตลาดในประเทศ และเพิ่มความเข้มข้นในการทำตลาดมากขึ้น โดยจะชะลอแผนการลงทุนในต่างประเทศไว้ทั้งหมดก่อนทั้งในมาเลเซีย ลาว เพื่อเททรัพยากรทั้งหมดสำหรับรับมือกับการแข่งขันภายในประเทศ พร้อมทั้งได้ปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจใหม่ ให้เป็นรูปแบบ "มัลติสกรีน (Multiscreen)" ผ่าน 4 แพลตฟอร์ม คือ ทีวี ออนไลน์ โมบายแอปพลิเคชั่น-โซเชียลมีเดีย และรีเทล สามารถแบ่งได้ 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ไดเร็กต์ มาร์เก็ตติ้ง (DirectShopping) แบ่งเป็นการขายสินค้าผ่านช่องทางทีวีดิจิทัล ทีวีดาวเทียม-เคเบิลทีวี แค็ตตาล็อก ไดเร็กต์เมล์ เป็นต้น

รวมถึงการตั้งบริษัท ทีวีดี ช้อปปิ้ง จำกัด ขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2557 เพื่อดำเนินธุรกิจขายสินค้าผ่านรายการทีวี 24 ชั่วโมง ภายใต้ชื่อสถานี "ทีวีดี ช้อปปิ้ง (TVD Shopping)" นำเสนอสินค้าที่หลากหลาย เน้นโปรโมชั่นเป็นหลัก เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจ โดยแตกต่างจากรายการแนะนำสินค้ารูปแบบเดิมของบริษัทแม่ ที่ใช้วิธีเช่าเวลาจากสถานีทีวี และแนะนำสินค้าไปเรื่อย ๆ ไม่เน้นโปรโมชั่น

"บริษัทเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ แยกกันเดิน ด้วยการเปิดช่อง "ทีวีดี ช้อปปิ้ง" ซึ่งช่องทางนี้เปรียบเสมือนไฮเปอร์มาร์เก็ต เน้นโปรโมชั่นเพื่อดึงคนเข้ามาซื้อสินค้า ขณะที่รายการแนะนำสินค้ารูปแบบเก่าเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า"

ตามด้วยออนไลน์ช็อปปิ้ง(Online Shopping) ด้วยการพัฒนาโมบายแอปพลิเคชั่น ปรับปรุงเว็บไซต์ และช่องทางขายผ่านโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง และรีเทลช็อปปิ้ง (Retail Shopping) คือ ร้านทีวี ไดเร็ค โชว์เคส ซึ่งจะขยายช่องทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะถือเป็นจุดแข็งของบริษัทที่แตกต่างจากคู่แข่งรายอื่น ๆ

นายทรงพลกล่าวว่า เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยน รูปแบบการสื่อสารก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย เน้นการผสมผสานระหว่างการทำตลาดแบบออฟไลน์และออนไลน์ควบคู่กันไป รวมถึงเตรียมเปิดตัวบัตรสะสมแต้ม "ทีวีดี รีพับลิช การ์ด" เมื่อซื้อสินค้าของบริษัท คาดว่าปีแรกจะมีฐานสมาชิก 5 ล้านราย และปีนี้จะใช้งบฯลงทุนรวม 80 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ สตูดิโอถ่ายทำระบบเอชดี และพัฒนาระบบการจัดส่งสินค้า คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีรายได้เติบโต 15% หรือ 2,888 ล้านบาท



http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1424345189