So Magawn

.
.
ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2556 มีข้อมูลมากกว่า 7000 ประเด็นข่าวและ 30000ชิ้นอย่างละเอียด (บล็อกนี้ทำด้วยความสนใจใฝ่รู้ และอยากรู้อยากเห็นส่วนตัว โดยยึดหลักการอ้างอิงที่มาของข้อมูลทุกเรื่องเพื่อความถูกต้องของข้อมูลและการอ้างอิงต่อไป)
(ไร้ โฆษณาและรายได้ในการจัดทำ)

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

13 กุมภาพันธ์ 2558 TG FONE.ไพโรจน์ เป้าหมายรายได้ของบริษัทปีนี้จะถึง 10,000 ล้านบาทเป็นครั้งแรก สำหรับตลาดรวมโทรศัพท์มือถือปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 20 ล้านเครื่อง เท่าปี 2557 แต่สมาร์ทโฟนจะมีสัดส่วน 75-80% ฟีเจอร์โฟนเหลือ 20-25% เท่านั้น

ประเด็นหลัก

นายไพโรจน์กล่าวต่อว่า เป้าหมายรายได้ของบริษัทปีนี้จะถึง 10,000 ล้านบาทเป็นครั้งแรก เพิ่มจากปีที่แล้วที่ทำได้ 9,000 กว่าล้านบาท ประมาณ 10% โดยเกือบทั้งหมดยังมาจากการจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ มีรายได้จากการจำหน่ายซิมการ์ด, อุปกรณ์เสริม และค่าธรรมเนียมในการรับชำระค่าบริการของดีแทค รวมแล้วราว 10% เท่านั้น ซึ่งการจำหน่ายโทรศัพท์มือถือมีสัดส่วนมาจากค้าปลีก 65% และค้าส่ง 35% ซึ่งบริษัทวางแผนพัฒนาระบบค้าส่งให้เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชั่น Tee Gee เพื่อให้สั่งซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้นด้วย

สำหรับตลาดรวมโทรศัพท์มือถือปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 20 ล้านเครื่อง เท่าปี 2557 แต่สมาร์ทโฟนจะมีสัดส่วน 75-80% ฟีเจอร์โฟนเหลือ 20-25% เท่านั้น เนื่องจากราคาสมาร์ทโฟนลดลงเหลือไม่ถึง 1,500 บาท รวมถึงมีกลุ่มสินค้าราคา 9,000-14,000 บาท จำนวนมาก ขณะที่เทคโนโลยีภายในเครื่องดีกว่ารุ่นที่จำหน่ายในปีที่แล้วมาก ทำให้ผู้บริโภคที่เคยใช้สมาร์ทโฟนรุ่นเริ่มต้นตัดสินใจซื้อเครื่องใหม่เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายได้ไม่ยากนัก



_____________________________________________________













"ทีจีโฟน"ยกเครื่องบริการมุ่งลูกค้า ปั้น"แอป-มาสคอต"ลดอายุแบรนด์ขยายฐานวัยรุ่น



"ทีจีโฟน" ถึงเวลายกเครื่ององค์กรปรับบิสซิเนสโมเดลมุ่ง "งานบริการ" สร้างความต่าง พร้อมขยับขยายฐานลูกค้าอายุต่ำว่า 20 ปี ถึงกลุ่มวัยรุ่น ควัก 20 ล้านบาท แปลงโฉม "หน้าร้าน-เว็บไซต์-ยูนิฟอร์มพนักงาน" ทั้งเปิดตัวมาสคอต และแอปพลิเคชั่น "Tee Gee" เชื่อมโยงฐานข้อมูลกับรูปแบบบริการใหม่ ๆ เพิ่มดีกรีดูแลลูกค้าและทำตลาด ตั้งเป้าปั๊มรายได้เพิ่ม 10% ทะลุ 10,000 ล้านบาทเป็นครั้งแรก

นายไพโรจน์ ถาวรสภานันท์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีจี เซลลูล่าร์ เวิลด์ จำกัด เจ้าของร้านค้าปลีกโทรศัพท์มือถือ "ทีจีโฟน" เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่าแผนการดำเนินงานในปี 2558 นี้จะมุ่งไปที่การยกระดับงานบริการ ด้วยการยกเครื่องใหม่หมดตั้งแต่ภายในบริษัทไปจนถึงพนักงานขายหน้าร้านเพื่อสร้างความแตกต่างไปจากคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน เพราะต้องยอมรับว่าเครือข่ายร้านค้าปลีกโทรศัพท์มือถือขนาดใหญ่ที่มีอยู่ในปัจจุบันต่างจำหน่ายสินค้าใกล้เคียงกัน

ขณะที่แบรนด์ต่าง ๆ เริ่มส่งพนักงานขายของตนเองมาประจำตามร้านค้ามากขึ้น จึงต้องมีการบริหารจัดการทีมขายภายในร้านอย่างทั่วถึงเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับลูกค้า

"ผมใช้เวลากับเรื่องนี้มา 2 ปี เพื่อที่จะปรับบิสซิเนสโมเดลจากขายของมาสู่การให้บริการ เรามีหน้าที่ให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่ลูกค้าที่มาซื้อมือถือ งานบริการจึงเป็นจุดที่สำคัญที่สุด ซึ่งจะเปลี่ยนได้จริงก็ต้องเริ่มตั้งแต่การปรับทัศนคติพนักงานในองค์กรให้เห็นความสำคัญ และเข้าใจสิ่งที่บริษัทต้องการ เริ่มทำเมื่อปลายปีที่แล้วเป็นแคมเปญภายในบริษัทที่เปิดโอกาสให้พนักงานเสนอความคิดเห็นว่าอยากบริการอะไรกับลูกค้า ให้หน้าร้านส่งเป็นคลิปวิดีโอมาประกวดกันก็ได้ไอเดียดี ๆ เยอะเลย"

จนเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาเริ่มปล่อยแคมเปญ Service or Die ตามหน้าร้านและในโซเชียลเน็ตเวิร์กเพื่อสร้างกระแสไวรัล ถือเป็นครั้งแรกของทีจีโฟนที่ทำการตลาดแนวนี้และเป็นอีกก้าวหนึ่งหลังจากเปิดร้านขายมือถือมากกว่า 20 ปี

และเพื่อให้แบรนด์ทีจีโฟนมีความใกล้ชิดลูกค้ามากขึ้น และสามารถขยายฐานไปยังกลุ่มอายุน้อยกว่า 20 ปีลงมาจนถึงวัยรุ่น บริษัทจะใช้งบประมาณประมาณ 20 ล้านบาท ในการปรับเปลี่ยนทั้งยูนิฟอร์มพนักงาน มีการออกแบบมาสคอตเป็นตุ๊กตาหมีชื่อ "Tee Gee" เพื่อเป็นตัวแทนแบรนด์ในการทำตลาดผ่านช่องทางต่าง ๆ และมีการปรับปรุงหน้าเว็บไซต์ใหม่ให้ทันสมัยขึ้น รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชั่น "Tee Gee" ที่เชื่อมโยงฐานข้อมูลลูกค้ากับระบบหลังบ้านเพื่อเป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวก ทั้งกับลูกค้าและพนักงาน เริ่มจากข้อมูลสินค้า เช่น ยี่ห้อ, รุ่น, รหัสประจำเครื่อง, ชื่อพนักงานขาย, ระยะเวลารับประกัน เป็นต้น จะเปิดตัวและให้ดาวน์โหลดในงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป 2015 ระหว่างวันที่ 12-15 ก.พ.นี้

การให้บริการผ่านแอปพลิเคชั่นจะทำให้บริษัทพัฒนาระบบสมาชิกให้มีความเข้มข้นขึ้น และต่อยอดไปสู่งานบริการลูกค้าเพื่อสร้างความภักดีต่อแบรนด์ได้ จากเดิมจะเก็บชื่อผู้ซื้อไว้เป็นฐานข้อมูลในระบบเท่านั้น ไม่ได้นำไปทำอะไรต่อ แต่จากนี้ไปจะนำมาพัฒนาเพื่อมอบสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพิ่มเติมแก่ลูกค้า

และตั้งแต่เดือน พ.ค.เป็นต้นไปจะสั่งซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชั่นได้ด้วย โดยการสั่งซื้อจะเลือกได้ว่าจะให้ส่งได้ตามที่อยู่ที่ผู้สั่งกำหนด หรือไปรับของได้ที่สาขาร้านทีจีโฟน ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดหาบริษัทขนส่งเพื่อรับผิดชอบงานโดยเฉพาะ ส่วนการบริหารจัดการสต๊อกสินค้าจะแยกออกจากสต๊อกหลัก

"ทีจีโฟนมีลูกค้าเข้าร้านมากกว่า 1 แสนคน/เดือน ขายโทรศัพท์มือถือเฉลี่ยมากกว่า 6 หมื่นเครื่อง/เดือน และอยู่ในธุรกิจนี้เป็นปีที่ 22 ปีนี้น่าจะถึงเวลาที่จะก้าวไปอีกขั้นด้วยการนำข้อมูลต่าง ๆ มาพัฒนาธุรกิจ ระบบสมาชิกในมุมมองของเราไม่ใช่แค่สะสมคะแนนเพื่อแลกสินค้า หรือบริการ แต่ต้องรวมถึงการให้ข้อมูลในเรื่องไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ด้วย เพราะการซื้อโทรศัพท์มือถือไม่ได้ซื้อกันบ่อย ๆ ถ้าไม่เพิ่มเติมเรื่องอื่น ๆ ก็จะทำให้แอปพลิเคชั่นไม่แอ็กทีฟ เราจึงเพิ่มคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์และโปรโมชั่นต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง"

สำหรับการขยายสาขาในปีนี้จะเน้นเปิดตามห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่เท่านั้น ปัจจุบัน "ทีจีโฟน" มีจุดจำหน่ายทั้งหมด 170 แห่ง ทั้งร้านภายใต้แบรนด์ทีจีโฟน, ซัมซุงช็อป, ดีแทคเซ็นเตอร์ และเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้า เช่น บิ๊กซี

นายไพโรจน์กล่าวต่อว่า เป้าหมายรายได้ของบริษัทปีนี้จะถึง 10,000 ล้านบาทเป็นครั้งแรก เพิ่มจากปีที่แล้วที่ทำได้ 9,000 กว่าล้านบาท ประมาณ 10% โดยเกือบทั้งหมดยังมาจากการจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ มีรายได้จากการจำหน่ายซิมการ์ด, อุปกรณ์เสริม และค่าธรรมเนียมในการรับชำระค่าบริการของดีแทค รวมแล้วราว 10% เท่านั้น ซึ่งการจำหน่ายโทรศัพท์มือถือมีสัดส่วนมาจากค้าปลีก 65% และค้าส่ง 35% ซึ่งบริษัทวางแผนพัฒนาระบบค้าส่งให้เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชั่น Tee Gee เพื่อให้สั่งซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้นด้วย

สำหรับตลาดรวมโทรศัพท์มือถือปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 20 ล้านเครื่อง เท่าปี 2557 แต่สมาร์ทโฟนจะมีสัดส่วน 75-80% ฟีเจอร์โฟนเหลือ 20-25% เท่านั้น เนื่องจากราคาสมาร์ทโฟนลดลงเหลือไม่ถึง 1,500 บาท รวมถึงมีกลุ่มสินค้าราคา 9,000-14,000 บาท จำนวนมาก ขณะที่เทคโนโลยีภายในเครื่องดีกว่ารุ่นที่จำหน่ายในปีที่แล้วมาก ทำให้ผู้บริโภคที่เคยใช้สมาร์ทโฟนรุ่นเริ่มต้นตัดสินใจซื้อเครื่องใหม่เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายได้ไม่ยากนัก




http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1423711201