So Magawn

.
.
ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2556 มีข้อมูลมากกว่า 7000 ประเด็นข่าวและ 30000ชิ้นอย่างละเอียด (บล็อกนี้ทำด้วยความสนใจใฝ่รู้ และอยากรู้อยากเห็นส่วนตัว โดยยึดหลักการอ้างอิงที่มาของข้อมูลทุกเรื่องเพื่อความถูกต้องของข้อมูลและการอ้างอิงต่อไป)
(ไร้ โฆษณาและรายได้ในการจัดทำ)

วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559

28 ธันวาคม 2559 ปี 2558 ประเทศไทยมีการผลิตดิจิตอลคอนเทนต์เพื่อการส่งออกรวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 1,545 ล้านบาท แบ่งเป็นสาขาอนิเมชั่น มีมูลค่าการส่งออก 499 ล้านบาท และสาขาเกม มีมูลค่าการส่งออก 1,046 ล้านบาท ขณะที่งานลิขสิทธิ์ของคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 601.1 ล้านบาท จากเดิมปี 2557 มีอยู่เพียง 268.5 ล้านบาท เท่านั้น

ประเด็นหลัก
นางสุวิมล เทวะศิลชัยกุล รองผู้อำนวยการ ซิป้า เปิดเผยผลการสำรวจว่า ในปี 2558 อุตสาหกรรมดิจิตอลคอนเทนต์ของไทยมีมูลค่าโดยรวมสูงถึง 12,745 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปี 2557 ราว 12.4% แบ่งออกเป็นอุตสาหกรรมอนิเมชั่น มูลค่า 3,851 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.9% จากปี 2557 โดยมีสัดส่วนของคอนเทนต์ต่างชาติกว่า 59% และอุตสาหกรรมเกมมีมูลค่า 8,894 ล้านบาท มีสัดส่วนของคอนเทนต์ต่างชาติกว่า 80% เพิ่มขึ้น 13.5% จากปัจจัยการนำเข้าอนิเมชั่น และเกมจากต่างประเทศเป็นหลัก และสะท้อนมูลค่าการผลิตงานที่เป็นลิขสิทธิ์ของคนไทยเพิ่มสูงขึ้นด้วย
ปี 2558 ประเทศไทยมีการผลิตดิจิตอลคอนเทนต์เพื่อการส่งออกรวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 1,545 ล้านบาท แบ่งเป็นสาขาอนิเมชั่น มีมูลค่าการส่งออก 499 ล้านบาท และสาขาเกม มีมูลค่าการส่งออก 1,046 ล้านบาท ขณะที่งานลิขสิทธิ์ของคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 601.1 ล้านบาท จากเดิมปี 2557 มีอยู่เพียง 268.5 ล้านบาท เท่านั้น
ขณะที่ในมุมของอุตสาหกรรมเกมมีสัดส่วนการผลิตงานเองเพิ่มขึ้นกว่า 1 เท่าตัว โดยมีสัดส่วน 13.6% เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ที่มีสัดส่วน 7.45% และลดปริมาณการนำเข้าเกมเพื่อบริโภคลงจากเดิมในปี 2557 จากสัดส่วน 90.55% มาอยู่ที่ 80.38% ในปี 2558 เท่านั้น นอกจากนี้ การรับจ้างผลิตยังมีสัดส่วนที่สูงขึ้นกว่า 6.01% ในปี 2558 เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ที่มีสัดส่วนอยู่เพียงราว 2% ซึ่งถือได้ว่ามีแนวโน้มที่ดีที่ซิป้า อยากให้ผู้ผลิตไทยขยายสัดส่วนเพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคต
______________________________________________ ซิป้า ชี้ดิจิตอลคอนเทนต์ปี 59 อนิเมชั่น/เกมอนาคตสดใส


ซิป้า เผยตัวเลขดิจิตอลคอนเทนต์ ปี 2558 มีมูลค่าตลาดรวม 12,745 ล้านบาท โตขึ้นจากปี 2557 กว่า 12.4% แบ่งเป็นอุตสาหกรรมอนิเมชั่น มูลค่า 3,851 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.9% และอุตสาหกรรมเกม มูลค่า 8,894 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนของคอนเทนต์ต่างชาติกว่า 80% เพิ่มขึ้น 13.5% คาดปี 2559 อุตสาหกรรมอนิเมชั่นจะเติบโต 2.8% และเติบโตเพิ่มขึ้น 5% ขณะที่อุตสาหกรรมเกมจะเติบโต 9.5% และเพิ่มขึ้น 22.3% ในปี 2560
นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ประธานกรรมการบริหาร สำนักงานส่งเสริมอุตสหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า) กล่าวว่า ตลาดดิจิตอลคอนเทนต์มีโอกาสเติบโตขึ้นจากนโยบายของรัฐบาลผ่านการจัดตั้งโครงการต่างๆ ทั้งการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตที่สามารถเข้าถึงหมู่บ้านได้มากขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพ IIG ออกไปนอกประเทศได้ง่ายขึ้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่าคนไทยเริ่มเข้าถึงดิจิตอลคอนเทนต์ได้มากขึ้น ซึ่งก็นับเป็นโอกาสของการพัฒนาดิจิตอลคอนเทนต์ของไทย
ดังนั้น ซิป้า ต้องมากำหนดเป้าหมาย เพื่อส่งเสริมให้ผู้พัฒนาคอนเทนต์สามารถตอบสนองความต้องการที่เกิดขึ้นได้ การสำรวจจึงมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้ทิศทางเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่ต้องการจริงๆ โดยมูลค่ารวมตลาดซอฟต์แวร์จะเห็นได้ว่า มีมูลค่ากว่า 5,300 ล้านบาท แม้ว่าจีดีพีจะเติบโตน้อยมาก แต่ตลาดดิจิตอลยังมีโอกาส และสามารถเติบโตได้กว่า 2 หลัก
“เรื่องของข้อมูลจะเป็นเรื่องยากในการจัดเก็บ อยากจะประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลที่แท้จริง เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกต้อง และใช้งานได้จริง ซึ่งการเก็บข้อมูลที่ไม่ได้คุณภาพจะทำให้เกิดผลวิจัยที่ไม่ถูกต้อง จึงอยากจะขอให้ทุกคนให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อนำมาวิเคราะห์ และสร้างประโยชน์ต่อการนำไปใช้งานจริง”

ซิป้า ชี้ดิจิตอลคอนเทนต์ปี 59 อนิเมชั่น/เกมอนาคตสดใส
นางสุวิมล เทวะศิลชัยกุล รองผู้อำนวยการ ซิป้า

นางสุวิมล เทวะศิลชัยกุล รองผู้อำนวยการ ซิป้า เปิดเผยผลการสำรวจว่า ในปี 2558 อุตสาหกรรมดิจิตอลคอนเทนต์ของไทยมีมูลค่าโดยรวมสูงถึง 12,745 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปี 2557 ราว 12.4% แบ่งออกเป็นอุตสาหกรรมอนิเมชั่น มูลค่า 3,851 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.9% จากปี 2557 โดยมีสัดส่วนของคอนเทนต์ต่างชาติกว่า 59% และอุตสาหกรรมเกมมีมูลค่า 8,894 ล้านบาท มีสัดส่วนของคอนเทนต์ต่างชาติกว่า 80% เพิ่มขึ้น 13.5% จากปัจจัยการนำเข้าอนิเมชั่น และเกมจากต่างประเทศเป็นหลัก และสะท้อนมูลค่าการผลิตงานที่เป็นลิขสิทธิ์ของคนไทยเพิ่มสูงขึ้นด้วย
ปี 2558 ประเทศไทยมีการผลิตดิจิตอลคอนเทนต์เพื่อการส่งออกรวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 1,545 ล้านบาท แบ่งเป็นสาขาอนิเมชั่น มีมูลค่าการส่งออก 499 ล้านบาท และสาขาเกม มีมูลค่าการส่งออก 1,046 ล้านบาท ขณะที่งานลิขสิทธิ์ของคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 601.1 ล้านบาท จากเดิมปี 2557 มีอยู่เพียง 268.5 ล้านบาท เท่านั้น
ขณะที่ในมุมของอุตสาหกรรมเกมมีสัดส่วนการผลิตงานเองเพิ่มขึ้นกว่า 1 เท่าตัว โดยมีสัดส่วน 13.6% เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ที่มีสัดส่วน 7.45% และลดปริมาณการนำเข้าเกมเพื่อบริโภคลงจากเดิมในปี 2557 จากสัดส่วน 90.55% มาอยู่ที่ 80.38% ในปี 2558 เท่านั้น นอกจากนี้ การรับจ้างผลิตยังมีสัดส่วนที่สูงขึ้นกว่า 6.01% ในปี 2558 เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ที่มีสัดส่วนอยู่เพียงราว 2% ซึ่งถือได้ว่ามีแนวโน้มที่ดีที่ซิป้า อยากให้ผู้ผลิตไทยขยายสัดส่วนเพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคต
กล่าวโดยสรุปอุตสาหกรรมอนิเมชั่น และเกม ยังมีมูลค่าการนำเข้าเพื่อบริโภคสูง แต่ผู้ผลิตไทยก็มีแนวโน้มพัฒนา และสร้างมูลค่าผลิตภายในประเทศมากยิ่งขึ้น ขณะที่ปัญหาสำคัญที่สำรวจพบจากทั้ง 2 อุตสาหกรรม คือ บุคลากรยังขาดทักษะในการสื่อสารภาษาต่างประเทศ และยังต้องการให้ภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมดิจิตอลคอนเทนต์ ทั้งแผนระยะสั้น และระยะยาว เช่น การสนับสนุนเงินทุน การส่งเสริมกระบวนการผลิต เป็นต้น และคาดว่าในปี 2559 อุตสาหกรรมอนิเมชั่น จะเติบโต 2.8% และเติบโตเพิ่มขึ้น 5% ในปี 2560 ขณะที่อุตสาหกรรมเกม จะเติบโต 9.5% และเติบโตเพิ่มขึ้น 22.3% ในปี 2560
ทั้งนี้ มูลค่าของการสำรวจได้ในครั้งนี้เป็นเพียงตัวเลขที่เกิดขึ้นจากการสำรวจของซิป้า โดยมีข้อจำกัดในกลุ่มของผู้ผลิตที่ขายตรงให้กับผู้จำหน่ายแอปพลิเคชั่นต่างประเทศโดยตรง เช่น แอปสโตร์ และเพลย์สโตร์ ที่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ ส่งผลให้มูลค่าดังกล่าวน้อยกว่าการสำรวจของต่างประเทศ จึงนับว่าเป็นเพียงมูลค่าขั้นต่ำที่เกิดขึ้นจริงในตลาดดิจิตอลคอนเทนต์ของประเทศไทยเท่านั้น

http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9590000114376&utm_source=MadMimi&utm_medium=email&utm_content=MGR+Morning+Brief+16-11-59&utm_campaign=20161115_m135526434_MGR+Morning+Brief+16-11-59&utm_term=_E0_B8_8B_E0_B8_B4_E0_B8_9B_E0_B9_89_E0_B8_B2+_E0_B8_8A_E0_B8_B5_E0_B9_89_E0_B8_94_E0_B8_B4_E0_B8_88

28 ธันวาคม 2559 คาดการณ์ว่า มีชาวจีนใช้งานไอโฟนอยู่ประมาณ 131 ล้านเครื่อง (ตัวเลขจากเมื่อปลายปี 2015) หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 16.8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเหนือกว่าทุกๆ บริษัทในตลาดจีน ทั้งซัมซุง และเสี่ยวหมี่

ประเด็นหลัก
ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า มีชาวจีนใช้งานไอโฟนอยู่ประมาณ 131 ล้านเครื่อง (ตัวเลขจากเมื่อปลายปี 2015) หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 16.8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเหนือกว่าทุกๆ บริษัทในตลาดจีน ทั้งซัมซุง และเสี่ยวหมี่
ซึ่งจีนถือเป็นตลาดใหญ่ที่แอปเปิล ฝากความหวังเอาไว้มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยตลาดที่รองลงมาอาจเป็นอินเดีย ทว่า ศักยภาพของคนอินเดียในการซื้อสมารทโฟนเครื่องละ 599 เหรียญสหรัฐ ยังทิ้งห่างชาวจีนแผ่นดินใหญ่อยู่มาก
นอกจากนี้ ในจีนยังเป็นที่ตั้งของโรงงาน Foxconn ผู้ผลิตไอโฟนรายใหญ่ที่มีพนักงานอยู่มากกว่า 1.5 ล้านคน จึงเป็นไปได้ว่า หากนโยบายของทรัมป์ มีผลต่อการค้าระหว่างจีน กับสหรัฐอเมริกาจริง การผลิตไอโฟนจากโรงงานแห่งนี้ก็อาจได้รับผลกระทบด้วยก็เป็นได้
______________________________________________ หรือ “ไอโฟน” จะเป็นเหยื่อรายแรกสังเวยนโยบาย “ทรัมป์”


จากนโยบายที่นายโดนัล ทรัมป์ มหาเศรษฐี ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา ได้เคยพูดเอาไว้ในช่วงหาเสียงว่า จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนขนานใหญ่ถึง 45 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงการกล่าวหาจีนว่า เป็น “currency manipulator” ก็ได้มีการตอบโต้มาแล้วจากสื่อจีนอย่าง Global Times โดยอาจเป็นไปได้ว่า จะมีการรณรงค์ให้ชาวจีนเลิกซื้อสินค้าจากสหรัฐอเมริกา รวมถึง “ไอโฟน” สมาร์ทโฟนยี่ห้อดังด้วย
โดยสื่อของจีนอย่างหนังสือพิมพ์ Global Times ได้เผยแพร่บทความเกี่ยวกับนโยบายของทรัมป์ว่า อาจเป็นการจุดชนวนสงครามการค้าระหว่างสองประเทศขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนนั้น รัฐบาลสมัยนายโอบามา ก็เคยทำ และก็ได้รับการตอบโต้จากจีนไปแล้ว ซึ่งในครั้งนั้น เป็นสงครามที่สองประเทศต่างเสียหายทั้งคู่
อย่างไรก็ดี หากทางการสหรัฐอเมริกาจะดำเนินการตามนโยบายของทรัมป์จริง ก็เป็นไปได้ว่า ทางการจีนจะมีการรณรงค์ให้งดซื้อสินค้าจากสหรัฐอเมริกาเป็นการตอบโต้ และชื่อของไอโฟน ก็ผุดขึ้นเป็นเป็นชื่อต้นๆ ของการนำเสนอข่าวจาก Global Times ด้วย
ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า มีชาวจีนใช้งานไอโฟนอยู่ประมาณ 131 ล้านเครื่อง (ตัวเลขจากเมื่อปลายปี 2015) หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 16.8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเหนือกว่าทุกๆ บริษัทในตลาดจีน ทั้งซัมซุง และเสี่ยวหมี่
ซึ่งจีนถือเป็นตลาดใหญ่ที่แอปเปิล ฝากความหวังเอาไว้มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยตลาดที่รองลงมาอาจเป็นอินเดีย ทว่า ศักยภาพของคนอินเดียในการซื้อสมารทโฟนเครื่องละ 599 เหรียญสหรัฐ ยังทิ้งห่างชาวจีนแผ่นดินใหญ่อยู่มาก
นอกจากนี้ ในจีนยังเป็นที่ตั้งของโรงงาน Foxconn ผู้ผลิตไอโฟนรายใหญ่ที่มีพนักงานอยู่มากกว่า 1.5 ล้านคน จึงเป็นไปได้ว่า หากนโยบายของทรัมป์ มีผลต่อการค้าระหว่างจีน กับสหรัฐอเมริกาจริง การผลิตไอโฟนจากโรงงานแห่งนี้ก็อาจได้รับผลกระทบด้วยก็เป็นได้

http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9590000114047&utm_source=MadMimi&utm_medium=email&utm_content=MGR+Morning+Brief+16-11-59&utm_campaign=20161115_m135526434_MGR+Morning+Brief+16-11-59&utm_term=_E0_B8_AB_E0_B8_A3_E0_B8_B7_E0_B8_AD+_E2_80_9C_E0_B9_84_E0_B8_AD_E0_B9_82_E0_B8_9F_E0_B8_99_E2_80_9D

28 ธันวาคม 2559 TOT รับ ลูกค้าโทรศัพท์บ้านทรู-ทีทีแอนด์ที หลังสิ้นสุดสัญญา รวมทั้งดูแลบำรุงรักษาเพื่อให้บริการมีคุณภาพ ซึ่งปัจจุบัน ทีโอที เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์ประจำที่รายใหญ่สุดของประเทศ มีผู้ใช้บริการจำนวนประมาณกว่า 3 ล้านเลขหมาย

ประเด็นหลัก
นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตามที่สัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ประจำที่ 2.6 ล้านเลขหมาย ในเขตโทรศัพท์นครหลวงของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จะสิ้นสุดลงในวันที่ 29 ต.ค.2560 รวมถึงสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ประจำที่ 1.5 ล้านเลขหมาย ในเขตโทรศัพท์ภูมิภาคของ บริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน) ซึ่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิพักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2559 ที่ผ่านมา โดยขณะนี้อยู่ในกระบวนการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรมบังคับคดีนั้น ทีโอทีสามารถรับลูกค้ามาดูแลต่อได้ทันที
ทั้งนี้ ทีโอที มีความพร้อมทั้งทางด้านโครงข่ายโทรคมนาคมที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ด้านระบบเทคโนโลยี ด้านการบริหารจัดการ ด้านบุคลากรที่จะรองรับการให้บริการ รวมทั้งดูแลบำรุงรักษาเพื่อให้บริการมีคุณภาพ ซึ่งปัจจุบัน ทีโอที เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์ประจำที่รายใหญ่สุดของประเทศ มีผู้ใช้บริการจำนวนประมาณกว่า 3 ล้านเลขหมาย ซึ่งให้บริการครอบคลุมทั้งนครหลวงและภูมิภาค และมีศักยภาพทั้งในด้านโครงข่ายโทรคมนาคม กำลังบุคลากรด้านช่าง และศูนย์บริการลูกค้าที่กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 400 แห่ง
______________________________________________ “ทีโอที” อ้าแขนรับลูกค้าโทรศัพท์บ้านทรู-ทีทีแอนด์ที หลังสิ้นสุดสัญญา

ลูกค้าสบายใจ หมดห่วงได้ “ทีโอที” พร้อมรับช่วงลูกค้าโทรศัพท์บ้านต่อจาก ทรู และทีทีแอนด์ที หลังหมดสัญญาร่วมการงาน
นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตามที่สัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ประจำที่ 2.6 ล้านเลขหมาย ในเขตโทรศัพท์นครหลวงของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จะสิ้นสุดลงในวันที่ 29 ต.ค.2560 รวมถึงสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ประจำที่ 1.5 ล้านเลขหมาย ในเขตโทรศัพท์ภูมิภาคของ บริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน) ซึ่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิพักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2559 ที่ผ่านมา โดยขณะนี้อยู่ในกระบวนการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรมบังคับคดีนั้น ทีโอทีสามารถรับลูกค้ามาดูแลต่อได้ทันที
ทั้งนี้ ทีโอที มีความพร้อมทั้งทางด้านโครงข่ายโทรคมนาคมที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ด้านระบบเทคโนโลยี ด้านการบริหารจัดการ ด้านบุคลากรที่จะรองรับการให้บริการ รวมทั้งดูแลบำรุงรักษาเพื่อให้บริการมีคุณภาพ ซึ่งปัจจุบัน ทีโอที เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์ประจำที่รายใหญ่สุดของประเทศ มีผู้ใช้บริการจำนวนประมาณกว่า 3 ล้านเลขหมาย ซึ่งให้บริการครอบคลุมทั้งนครหลวงและภูมิภาค และมีศักยภาพทั้งในด้านโครงข่ายโทรคมนาคม กำลังบุคลากรด้านช่าง และศูนย์บริการลูกค้าที่กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 400 แห่ง
ดังนั้น ทีโอที จึงมั่นใจว่าจะไม่มีผลกระทบต่อผู้ใช้บริการ โดยผู้ใช้บริการจะสามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเปลี่ยนเลขหมายจากเดิมที่ใช้อยู่ หรือขอเปิดใช้บริการใหม่แต่อย่างใด ทั้งนี้ ลูกค้าผู้ใช้บริการขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับบริการโทรศัพท์ประจำที่ หรือติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์บริการลูกค้า ทีโอที ทุกแห่งทั่วประเทศกว่า 400 สาขา หรือสอบถามที่ TOT Contact Center โทร.1100 และ www.tot.co.th

http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9590000114875&utm_source=MadMimi&utm_medium=email&utm_content=MGR+Morning+Brief+17-11-59&utm_campaign=20161116_m135557579_MGR+Morning+Brief+17-11-59&utm_term=_E2_80_9C_E0_B8_97_E0_B8_B5_E0_B9_82_E0_B8_AD_E0_B8_97_E0_B8_B5_E2_80_9D+_E0_B8_AD_E0_B9_89_E0_B8_B2

28 ธันวาคม 2559 AIS 4G มั่นใจว่า ไตรมาส 4 จะยังคงเติบโตขึ้นสืบเนื่องจากไตรมาส 1-3 ประสบความสำเร็จ ทำให้รายได้โตตามเป้าที่วางไว้ และพร้อมขยายไลน์ธุรกิจใหม่ๆ อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจไอทีเมืองไทยที่มีการแข่งขันสูงขึ้น

ประเด็นหลัก
การมาถึงของ 4G ก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนในการขยายโครงข่ายบรอดแบรนด์อินเทอร์เน็ต และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในยุคดิจิตอล พร้อมช่วยส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการด้านข้อมูล และสื่อออนไลน์ โดยประเมินว่ามูลค่าตลาดการให้บริการด้านข้อมูลในปีนี้ (2559) อาจขยายตัวมากกว่า 20% ต่อเนื่องจากในปีที่ผ่านมา (2558) ที่เติบโต 25% ซึ่งจะส่งผลดีกับบริษัทต่างๆ ที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงของแอดวานซ์ เว็บ เซอร์วิส ที่มีผลการดำเนินธุรกิจดีขึ้นอย่างต่อเนื่องไปยังปีหน้า (2560) จากปัจจัยบวกนี้จะส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้จีดีพีโตขึ้นอีกเล็กน้อยด้วย
“บริษัทมั่นใจว่า ไตรมาส 4 จะยังคงเติบโตขึ้นสืบเนื่องจากไตรมาส 1-3 ประสบความสำเร็จ ทำให้รายได้โตตามเป้าที่วางไว้ และพร้อมขยายไลน์ธุรกิจใหม่ๆ อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจไอทีเมืองไทยที่มีการแข่งขันสูงขึ้น”
______________________________________________ แอดวานซ์ เว็บ เซอร์วิส ชู “ตู้กะปุกท็อปอัพ” เป็นมากกว่าตู้เติมเงิน


“แอดวานซ์ เว็บ เซอร์วิส” คาดสิ้นปีโตกว่า 44% โชว์นวัตกรรม “ตู้กะปุกท็อปอัพ” ชูความเป็นอัจฉริยะมากกว่าตู้เติมเงิน รวมบริการทั้งธุรกรรมการเงิน และการสั่งซื้อสินค้าเจ้าแรก และเจ้าเดียวในไทย มั่นใจธุรกิจปีหน้าสดใส พร้อมขยายไลน์ธุรกิจใหม่ๆเพิ่ม
ปัจจุบันมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และโซเซียลเพิ่มมากขึ้นทุกๆ เดือน ส่งผลให้ธุรกิจตู้เติมเงินมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลสถิติของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือระบบเติมเงินหรือพรีเพด มีผู้ใช้งานประมาณ 70 % ของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั้งหมด 82 ล้านเลขหมายทั่วประเทศ หรือคิดเป็น 122% จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ โดยแบ่งเป็นแบบเติมเงิน 83% และแบบรายเดือน 17% เป็น 3G-4G ประมาณ 98% โดยมีอัตราการเติบโตจากจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 21% จากจำนวนผู้ใช้โซเซียลมีเดีย 19 % จากจำนวนผู้ใช้โซเซียลเน็ตเวิร์กบนสมาร์ทโฟน 21% ขณะที่จำนวนหมายเลขโทรศัพท์ที่จดทะเบียนลดลง 15%
นายธนัญชัย สมุหวิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอดวานซ์ เว็บ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการธุรกรรมออนไลน์ผู้ผลิต และจัดจำหน่ายตู้เติมเงิน “กะปุก” หรือ “กะปุกท็อปอัพ (KapookTopup)” กล่าวว่า ปัจจุบัน ธุรกิจตู้เติมเงินมีการแข่งขันกันอย่างมาก มีผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้ามาในตลาดมากขึ้น แต่ละบริษัทมีรูปแบบธุรกิจที่แตกต่างกันไป มีทั้งแบบแฟรนไชส์ และแบบผ่อน โดยเน้นให้ความสะดวกสบายกับลูกค้ามากที่สุด
**4G เอื้อธุรกิจโตตามเป้า
การมาถึงของ 4G ก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนในการขยายโครงข่ายบรอดแบรนด์อินเทอร์เน็ต และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในยุคดิจิตอล พร้อมช่วยส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการด้านข้อมูล และสื่อออนไลน์ โดยประเมินว่ามูลค่าตลาดการให้บริการด้านข้อมูลในปีนี้ (2559) อาจขยายตัวมากกว่า 20% ต่อเนื่องจากในปีที่ผ่านมา (2558) ที่เติบโต 25% ซึ่งจะส่งผลดีกับบริษัทต่างๆ ที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงของแอดวานซ์ เว็บ เซอร์วิส ที่มีผลการดำเนินธุรกิจดีขึ้นอย่างต่อเนื่องไปยังปีหน้า (2560) จากปัจจัยบวกนี้จะส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้จีดีพีโตขึ้นอีกเล็กน้อยด้วย
“บริษัทมั่นใจว่า ไตรมาส 4 จะยังคงเติบโตขึ้นสืบเนื่องจากไตรมาส 1-3 ประสบความสำเร็จ ทำให้รายได้โตตามเป้าที่วางไว้ และพร้อมขยายไลน์ธุรกิจใหม่ๆ อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจไอทีเมืองไทยที่มีการแข่งขันสูงขึ้น”
พร้อมกันนี้จะชูนวัตกรรม “ตู้กะปุก ท็อปอัพ” ตู้เติมเงินโฉมใหม่ เด่นด้วยสีสันใหม่ และมีความเป็นอัจฉริยะของตู้เติมเงินที่ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น การบริการธุรกรรมต่างๆ ทั้งธุรกรรมทางการเงินกับธนาคารต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งการโอนเงิน จ่ายบิล ฯลฯ รวมทั้งขณะนี้ยังสามารถสั่งซื้อสินค้า “กระเช้าแบรนด์” ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ใกล้จะถึงนี้ได้ ถือเป็นช่องทางที่ให้ความสะดวกสบายกับลูกค้าที่ต้องการส่งของขวัญปีใหม่ทั่วประเทศในราคาพิเศษ และนับเป็นรายแรกของเมืองไทยที่ให้บริการผ่านตู้เติมเงิน และจุดรับชำระเงินทางบริษัทกว่า 10,000 จุดทั่วประเทศ ถือเป็นวิวัฒนาการที่ล้ำหน้าอย่างรวดเร็วในการทำธุรกิจตู้เติมเงิน
**ครึ่งปีหลังชูกลยุทธ์เพิ่มคู่ค้า
ในครึ่งปีหลังนอกจากบริการใหม่ๆ เพิ่มขึ้นแล้ว บริษัทจะเพิ่มคู่ค้า หรือพันธมิตร เพื่อขยายช่องทางมากยิ่งขึ้น หาสถานที่ใหม่ๆ เพื่อให้เหมาะสมในการตั้งจุดบริการตู้เติมเงินกะปุก ทั้งที่เป็นหน่วยงานราชการ องค์กร ห้างสรรพสินค้า เช่น เซ็นทรัล, เดอะมอลล์, แพลทินัม ประตูน้ำ, ตัวแทนร้านค้าจำหน่ายมือถือ, เคเบิลทีวี, จานดาวเทียม หรือย่านชุมชนที่มีคนอยู่จำนวนมาก และเพิ่มให้ได้มากที่สุดทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ ใต้ อีสาน กลาง ตะวันออก ตะวันตก รวมทั้งยังได้มีการออกบูทประชาสัมพันธ์ในงานต่างๆ พร้อมทั้งการทำตลาดแบบสร้างสรรค์ควบคู่กับกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง และครบวงจรทั้งการจัดโปรโมชั่น และกิจกรรมเพื่อสังคม
ส่วนผลประกอบการของบริษัทปีนี้ คาดว่ามีการเติบโตโดยรวมประมาณ 44% ตั้งเป้าลูกค้าจนสิ้นปีไว้ที่ 18 ล้านเลขหมาย และตั้งเป้าการขายตู้ไว้ที่ 3,200 ตู้ และคาดว่าสิ้นปี 2559 จะมียอดเติมเงินจากธุรกิจตู้ออนไลน์กะปุกท็อปอัพ ประมาณ 2,300 ล้านบาท
ส่วนกรณีที่ร้านสะดวกซื้อ 7-11 เลิกขายบัตรเติมเงิน เอไอเอส ผู้บริหาร แอดวานซ์ เว็บ เซอร์วิส มองว่า จะส่งผลให้มีการเติมเงินของทางบริษัทเพิ่มขึ้นจากเดิม 20% โดยทางบริษัทมีการวางแผนรองรับสถานการณ์นี้ โดยการขยายจุดบริการตู้เติมเงินกะปุก ให้มากขึ้นในปีหน้า เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า และเพื่อให้ตู้เติมเงินมีจำนวนเพียงพอกับความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นอีกด้วย

http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9590000114874&utm_source=MadMimi&utm_medium=email&utm_content=MGR+Morning+Brief+17-11-59&utm_campaign=20161116_m135557579_MGR+Morning+Brief+17-11-59&utm_term=_E0_B9_81_E0_B8_AD_E0_B8_94_E0_B8_A7_E0_B8_B2_E0_B8_99_E0_B8_8B_E0_B9_8C+_E0_B9_80_E0_B8_A7_E0_B9_87

28 ธันวาคม 2559 (บทความ) 6 บทสรุป คนไอทีกลัวอะไร “ทรัมป์” // ประเด็นแรกคือความเป็นกลางของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Net neutrality) เรื่องนี้เคยเป็นเรื่องใหญ่เมื่อครั้งการหาเสียงสมัยปี 2008 ซึ่งรัฐบาลโอบามาคือผู้มีบทบาทหลักในการควบคุมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต

ประเด็นหลัก
เรื่องใหญ่ที่คนไอทีอเมริกันและโลกกังวลกันประกอบด้วย 6 ประเด็น ทั้งหมดเกิดขึ้นจากเนื้อหาช่วงหาเสียงของทรัมป์ และแนวคิดที่ทรัมป์เคยแสดงไว้จนทำให้คนไอทีมองทรัมป์ในแง่ลบสุดขีด เรียกว่าแค่นึกภาพก็อยากร้องไห้แล้ว แม้จะยังไม่มีประเด็นไหนเกิดขึ้นจริงอย่างเป็นทางการ
ประเด็นแรกคือความเป็นกลางของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Net neutrality) เรื่องนี้เคยเป็นเรื่องใหญ่เมื่อครั้งการหาเสียงสมัยปี 2008 ซึ่งรัฐบาลโอบามาคือผู้มีบทบาทหลักในการควบคุมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ให้ทำตามแนวคิด Net neutrality ด้วยการให้บริการทราฟฟิกเพื่อเข้าถึงทุกเว็บไซต์อย่างเท่าเทียม โดยไม่มีสิทธิ์ปิดกั้นหรือใช้เทคนิกทำให้บริการหรือแอปพลิเคชันใดทำงานล่าช้าลง
ทรัมป์ต่อต้านแนวคิดนี้ โดยมองว่าความเป็นกลางนี้ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันที่ยุติธรรม จุดนี้ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่าในยุคสมัยของทรัมป์ สหรัฐฯอาจมีกฎหมายใหม่ที่ทำให้ผู้ให้บริการสามารถสร้างบริการพิเศษ เพิ่มความเร็วให้กับผู้ให้บริการออนไลน์บางราย ที่ยอมจ่ายเงินเพื่อให้ลูกค้าได้รับความเร็วในการใช้บริการมากกว่าเดิม งานนี้มีความเสี่ยงที่เว็บไซต์เล็กซึ่งไม่ได้จ่ายเงินอาจต้องนั่งตบยุงเพราะเน็ตช้าทำให้คนเข้าน้อย
______________________________________________ 6 บทสรุป คนไอทีกลัวอะไร “ทรัมป์”

คนไอทีจำได้แม่นว่าทรัมป์คือผู้เรียกร้องให้ชาวอเมริกันคว่ำบาตรแอปเปิล (Apple) เพื่อแก้แค้นที่แอปเปิลปฏิเสธไม่ยอมช่วยหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯแฮกไอโฟนของผู้ก่อการร้าย

8 ปีทองของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไอทีอเมริกันภายใต้ยุคสมัยของบารัค โอบามากำลังจะผ่านไปสู่มือของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯครั้งล่าสุด นักวิเคราะห์บางรายเชื่อว่าโลกไอทีในรัฐบาลของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 จะไม่เลวร้ายอย่างที่หลายคนกลัว ขณะที่บางเสียงมั่นใจว่ายุคมืดของไอทีอเมริกันกำลังจะเกิดขึ้น
สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไอทีหวั่นใจในทรัมป์ คือภาพลักษณ์การเท่าทันโลกไอทีที่ต่างจากโอบามาโดยสิ้นเชิงของทรัมป์ ที่ผ่านมา โอบามาคือประธานาธิบดีคนแรกที่แต่งตั้ง “chief technology officer” หรือประธานฝ่ายเทคโนโลยีสำหรับประเทศ แถมโอบามายังถูกยกให้เป็นประธานาธิบดีที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากที่สุดในประวิติศาสตร์
โอบามาเทเงินหลายพันล้านเหรียญสหรัฐสนับสนุนนวัตกรรมเทคโนโลยีของบริษัทขนาดเล็ก ขณะเดียวกันก็มีนโยบายพัฒนาการศึกษา อัดฉีดงานวิจัย รวมถึงการเอื้อประโยชน์เพื่อหนุนให้สหรัฐฯมีภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเติบโตของธุรกิจไอที ทั้งหมดนี้ตรงกันข้ามกับทั้งฮิลลารี คลินตันและทรัมป์ ที่กล่าวถึงนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมไอทีเพียงเล็กน้อยมากระหว่างหาเสียง
แม้จะใช้เวลาเพียงเล็กน้อย แต่คนไอทียังจำได้แม่นว่าทรัมป์คือผู้เรียกร้องให้ชาวอเมริกันคว่ำบาตรแอปเปิล (Apple) เพื่อแก้แค้นที่แอปเปิลปฏิเสธไม่ยอมช่วยหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯแฮกไอโฟนของผู้ก่อการร้าย จุดนี้แสดงให้เห็นว่าทรัมป์ไม่เข้าใจความสำคัญของการรักษาสิทธิ์ความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้สินค้าไอที แถมยังแปลสิ่งที่แอปเปิลทำเป็นความเห็นแก่ตัว
นอกจากนี้ ทรัมป์ในวัย 70 ปีเคยใช้คำว่า "the cyber" เมื่อพูดถึงภัยโจมตีไซเบอร์บนเวทีหาเสียงครั้งหนึ่ง คำนี้ถูกชาวไอทีนำไปเสียดสีต่อเนื่องบนโซเชียลมีเดีย เนื่องจากเป็นคำที่ให้อารมณ์เหมือนผู้เฒ่าผู้แก่เอ่ยเรียก “ไอ้เจ้าไซเบอร์” โดยระหว่างการปราศัยครั้งนั้น ทรัมป์แสดงวิสัยทัศน์ว่ากลุ่มแฮกเกอร์ที่จ้องเล่นงานระบบคอมพิวเตอร์ของทรัมป์เอง รวมถึงระบบของพรรครีพับลิกัน (RNC) และพรรคเดโมแครต (DNC) อาจมาจากประเทศใดก็ได้ หรืออาจเป็น “เจ้าอ้วนน้ำหนัก 400 ปอนด์” ก็ได้
ไม่ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร ดูเหมือนว่าคนในอุตสาหกรรมไอทีสหรัฐฯที่มีบทบาทในซิลิกอนวัลเลย์ (Silicon Valley) นั้นรู้ตัวอยู่แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอีก 4 ปีนับจากนี้ โดยเมื่อกรกฏาคมที่ผ่านมา ผู้นำบริษัทไอทีกว่า 150 ชีวิตซึ่งมีรายชื่อผู้ร่วมก่อตั้งแอปเปิลอย่างสตีฟ วอซเนียก (Steve Wozniak), ผู้ร่วมก่อตั้งบริการ Reddit อย่างอเล็กซิส โอฮาเนียน (Alexis Ohanian), ผู้ร่วมก่อตั้งสารานุกรมออนไลน์ Wikipedia อย่างจิมมี เวลส์ (Jimmy Wales) และวินต์ เซิร์ฟ (Vint Cerf) ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งอินเทอร์เน็ต ทั้งหมดเขียนจดหมายเปิดผนึกเพื่อเตือนให้ประชาชนรับรู้ว่า การเลือกทรัมป์เป็นผู้นำสหรัฐฯอาจจะนำหายนะมาสู่วงการนวัตกรรม โดยผู้บริหารในบริษัทให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบางราย วิจารณ์ทรัมป์ว่ามีนโยบายขัดขวางการลงทุนโครงข่ายมากกว่าการสนับสนุน

6 บทสรุป คนไอทีกลัวอะไร “ทรัมป์”

โลกไอทีร้องไห้?
เรื่องใหญ่ที่คนไอทีอเมริกันและโลกกังวลกันประกอบด้วย 6 ประเด็น ทั้งหมดเกิดขึ้นจากเนื้อหาช่วงหาเสียงของทรัมป์ และแนวคิดที่ทรัมป์เคยแสดงไว้จนทำให้คนไอทีมองทรัมป์ในแง่ลบสุดขีด เรียกว่าแค่นึกภาพก็อยากร้องไห้แล้ว แม้จะยังไม่มีประเด็นไหนเกิดขึ้นจริงอย่างเป็นทางการ
ประเด็นแรกคือความเป็นกลางของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Net neutrality) เรื่องนี้เคยเป็นเรื่องใหญ่เมื่อครั้งการหาเสียงสมัยปี 2008 ซึ่งรัฐบาลโอบามาคือผู้มีบทบาทหลักในการควบคุมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ให้ทำตามแนวคิด Net neutrality ด้วยการให้บริการทราฟฟิกเพื่อเข้าถึงทุกเว็บไซต์อย่างเท่าเทียม โดยไม่มีสิทธิ์ปิดกั้นหรือใช้เทคนิกทำให้บริการหรือแอปพลิเคชันใดทำงานล่าช้าลง
ทรัมป์ต่อต้านแนวคิดนี้ โดยมองว่าความเป็นกลางนี้ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันที่ยุติธรรม จุดนี้ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่าในยุคสมัยของทรัมป์ สหรัฐฯอาจมีกฎหมายใหม่ที่ทำให้ผู้ให้บริการสามารถสร้างบริการพิเศษ เพิ่มความเร็วให้กับผู้ให้บริการออนไลน์บางราย ที่ยอมจ่ายเงินเพื่อให้ลูกค้าได้รับความเร็วในการใช้บริการมากกว่าเดิม งานนี้มีความเสี่ยงที่เว็บไซต์เล็กซึ่งไม่ได้จ่ายเงินอาจต้องนั่งตบยุงเพราะเน็ตช้าทำให้คนเข้าน้อย
ประเด็นที่ 2 คือบรอดแบนด์ในสหรัฐฯอาจไม่คึกคัก ตัวอย่างที่ชัดเจนคือทรัมป์มีแนวคิดไม่เห็นด้วยกับการควบรวมกิจการของเอทีแอนด์ที (AT&T) ที่พร้อมเทเงิน 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐซื้อบริษัทบันเทิงใหญ่อย่างไทม์วอร์เนอร์ (Time Warner) โดยระบุชัดเจนว่าจะไม่อนุมัติการซื้อขายกิจการเพราะดีลนี้เป็นการรวบรวมอำนาจมหาศาลไปอยู่ในมือคนไม่กี่คน แม้ว่าดีลนี้จะทำให้สหรัฐฯมีพัฒนาการก้าวกระโดดในยุค 5G ก็ตาม
ประเด็นที่ 3 คือเรื่องความปลอดภัยและการเข้ารหัสข้อมูล ถึงวันนี้ ทรัมป์ยังไม่มีนโยบายจริงจังเพื่อรับมือเรื่อง Cybersecurity หรือการรักษาความปลอดภัยของโลกไซเบอร์ ซึ่งที่ผ่านมา หลายองค์กรของสหรัฐฯถูกโจมตีโดยแฮกเกอร์ อินเทอร์เน็ตในบางรัฐถูกตัดขาด ยังมีระบบอีเมลที่ถูกแฮก ทั้งหมดนี้คนไอทีมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่กลับไม่มีความชัดเจนในนโยบายของทรัมป์เลย

6 บทสรุป คนไอทีกลัวอะไร “ทรัมป์”
มหาเศรษฐีทรัมป์ยังระบุว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนขนานใหญ่ถึง 45%

ประเด็นที่ 4 คือการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และ STEM หรือที่ย่อมาจาก Science Technology Engineering and Mathematics Education จุดนี้ผู้เชี่ยวชาญที่วิเคราะห์นโยบายของทรัมป์ สรุปแล้วว่ารัฐบาลในช่วง 4 ปีข้างหน้าอาจถูกตัดงบประมาณจนทำให้โครงการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ไม่ได้รับอัดฉีดเท่าที่ควร
ประเด็นนี้ยังครอบคลุมถึงการเติบโตของพลังงานทางเลือก เป็นเรื่องตลกไม่น้อยเมื่อทรัมป์พยายามหาเสียงจากประชาชนในอุตสาหกรรมถ่านหิน โดยบอกว่าจะสร้างนโยบายพลังงานที่สนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลในประเทศมากขึ้น และจะมีมาตรการบีบให้บริษัทอเมริกันลดการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนที่สร้างใหม่ได้ เนื่องจากมีส่วนผลักดันให้เศรษฐกิจประเทศอื่นโดยเฉพาะจีนเติบโต
นี่เองที่ทำให้ตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ถูกจับตามากขึ้น นโยบายที่ไม่สนับสนุนการลงทุนในพลังงานทดแทนนี้อาจมาในรูปการปรับลดเงินลดหย่อนภาษี (Investment Tax Credit) เหลือ 10% จากปัจจุบัน 30% จุดนี้มีการประเมินว่าความต้องการติดตั้งเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์ของชาวอเมริกันอาจลดลงถึง 60%
ประเด็นที่ 5 คือทรัมป์ต่อต้านการออกวีซ่าแบบ H-1B ซึ่งออกให้สำหรับวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ที่จะเข้ามาทำงานในสหรัฐฯ การต่อต้านนี้อาจทำให้บริษัทไอทีสหรัฐฯต้องมองหาพนักงานที่เกิดภายในสหรัฐฯ เองแทน ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก เนื่องจากประเทศไม่สามารถผลิตนักศึกษาที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาป้อนตลาดแรงงานได้อย่างเพียงพอ
ประเด็นวีซ่านี้เป็นที่หวั่นใจกันมาก ชนะเลิศเหนือการไม่มีนโยบายสนับสนุน NASA ของทรัมป์ รวมถึงการไม่เห็นความสำคัญของงานวิจัย และการสนับสนุนการจดสิทธิบัตร
ประเด็นสุดท้ายคือภาษี ประเด็นนี้สำคัญที่สุดเพราะทรัมป์มีแผนลดภาษีนิติบุคคลลงเพื่อกระตุ้นให้บริษัทนำเงินกลับมาลงทุนในสหรัฐฯอีกครั้ง
ย้อนไปเมื่อปี 2004 รัฐบาลสหรัฐฯเปิดไฟเขียวให้บริษัทอเมริกันลงทุนในต่างประเทศบนความหวังให้บริษัทเหล่านี้นำกำไรจากต่างประเทศกลับมาจ้างงานคนอเมริกันให้มากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นเช่นนั้น ความมั่งคั่งถูกกักตุนไว้ที่ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นบางกลุ่มเท่านั้น โครงสร้างนี้เองที่ทรัมป์ระบุว่าจะใช้กลไกภาษีเป็นตัวบีบยักษ์ใหญ่ที่ลงทุนสร้างโรงงานในต่างประเทศ ให้กลับมาแบ่งปันความร่ำรวยให้คนอเมริกัน
มหาเศรษฐีทรัมป์ยังระบุว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนขนานใหญ่ถึง 45% จุดนี้อาจเป็นไปได้ว่า จะมีการรณรงค์ให้ชาวจีนเลิกซื้อสินค้าจากสหรัฐอเมริกา รวมถึง "ไอโฟน" สมาร์ทโฟนยี่ห้อดังด้วย

6 บทสรุป คนไอทีกลัวอะไร “ทรัมป์”
มีการศึกษาว่าถ้าแอปเปิลผลิตไอโฟนโดยใช้วัสดุและพนักงานจากในอเมริกาเองแล้ว ต้นทุนต่อเครื่องจะสูงขึ้นอีกประมาณ 100 เหรียญสหรัฐฯ

การขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนนั้น รัฐบาลสมัยนายโอบามาก็เคยทำ และก็ได้รับการตอบโต้จากจีนไปแล้ว ซึ่งในครั้งนั้นเป็นสงครามที่สองประเทศต่างเสียหายทั้งคู่ โดยกรณีของบริษัทที่จ้างประเทศอื่นอย่างจีนผลิตชิ้นส่วนให้ อย่างแอปเปิล มีการศึกษาว่าถ้าแอปเปิ้ลผลิตไอโฟนโดยใช้วัสดุและพนักงานจากในอเมริกาเองแล้ว ต้นทุนต่อเครื่องจะสูงขึ้นอีกประมาณ 100 เหรียญสหรัฐฯ เลยทีเดียว
น้ำกระเพื่อมแล้ว
แม้จะยังไม่สาบานตนรับตำแหน่ง แต่วันนี้การได้รับชัยชนะของทรัมป์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วบนโลกไอที
หากไม่นับรวมจดหมายจากเหล่าซีอีโอบริษัทยักษ์ใหญ่ไอทีอเมริกัน ที่ขอให้พนักงานทุกคนทั้งชาวอเมริกันและต่างชาติมั่นใจในบริษัทแม้ว่าทรัมป์จะชนะการเลือกตั้ง รวมถึงจดหมายเปิดผนึกอื่น ๆ ที่ขอให้ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์ให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ และพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนจะเปลี่ยนแปลงระบบวีซ่าตามที่เคยหาเสียงไว้ ขณะนี้ความเคลื่อนไหวสำคัญเกิดขึ้นแล้วกับกูเกิล (Google) และเฟซบุ๊ก (Facebook) เพราะชัยชนะของทรัมป์
นักวิเคราะห์และสื่อบางส่วนป้ายความผิดให้เฟซบุ๊ก โดยมองว่าเจ้าพ่อเครือข่ายสังคมมีส่วนสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ชนะ เพราะเป็นแหล่งเผยแพร่ข่าวปลอมที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด ข่าวปลอมอย่างโป๊บฟรานซิสให้การรับรองทรัมป์ หรือมูลนิธิของฮิลลารีบริจาคเงินล้านให้กลุ่มติดอาวุธ รวมถึงข่าวฮิลลารีซื้อบ้านราคา 200 ล้านเหรียญในมัลดีฟส์ ล้วนแล้วแต่เป็นข่าวปลอมที่ปรากฏบนเฟซบุ๊ก จนชาวอเมริกันหลงเชื่อและกระตุ้นให้คนไปลงคะแนนเลือกทรัมป์
แม้จะปฏิเสธเสียงแข็งว่าข่าวบนเฟซบุ๊กไม่มีอิทธิพลถึงเพียงนั้น แต่มีข่าวว่าเฟซบุ๊กกำลังปรับปรุงระบบครั้งใหญ่ รวมพลพนักงานมากกว่า 10 คนเพื่อแก้ไขปัญหาข่าวปลอม ไม่เฉพาะเฟซบุ๊ก กูเกิลก็มีปัญหาข่าวปลอมเช่นกัน เพราะข่าวที่ติดในอันดับยอดนิยม Top-Ranking News ของกูเกิล จากการเสิร์ชหาด้วยคำว่า “Final election results” นั้นเป็นข่าวปลอมจากเว็บไซต์ที่ไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ
สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือกูเกิลประกาศจำกัดการนำเสนอโฆษณาบนเพจที่ไม่เปิดเผยตัวตนของผู้ผลิตคอนเทนต์ หรือบอก แต่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้เฟซบุ๊กประกาศงดให้บริการโฆษณาบนเว็บไซต์ข่าวลวงเช่นกัน
นี่เป็นเพียงความเคลื่อนไหวระลอกแรก คลื่นสึนามิจะซัดมาในรูปแบบใดช่วง 4 ปีนับจากนี้ยังต้องรอดู.

http://www.manager.co.th/Game/ViewNews.aspx?NewsID=9590000115081&utm_source=MadMimi&utm_medium=email&utm_content=MGR+Morning+Brief+18-11-59&utm_campaign=20161117_m135577914_MGR+Morning+Brief+18-11-59&utm_term=6+_E0_B8_9A_E0_B8_97_E0_B8_AA_E0_B8_A3_E0_B8_B8_E0_B8_9B+_E0_B8_84_E0_B8_99_E0_B9_84_E0_B8_AD_E0_B8_

28 ธันวาคม 2559 Alibaba Cloud มีการประเมินว่า บริการคลาวด์จากจีนจะมีส่วนแบ่งราว 7.8% ของตลาดรวม โดยผู้นำในตลาด คือ Amazon.com Inc, Microsoft ยังมีไอบีเอ็ม (International Business Machines Corp) และอัลฟาเบ็ต (Alphabet Inc) บริษัทแม่กูเกิล ที่คาดว่าจะมีส่วนแบ่งตลาดรวมกัน 69.1%

ประเด็นหลัก

สำหรับ Alibaba Cloud มีการประเมินว่า บริการคลาวด์จากจีนจะมีส่วนแบ่งราว 7.8% ของตลาดรวม โดยผู้นำในตลาด คือ Amazon.com Inc, Microsoft ยังมีไอบีเอ็ม (International Business Machines Corp) และอัลฟาเบ็ต (Alphabet Inc) บริษัทแม่กูเกิล ที่คาดว่าจะมีส่วนแบ่งตลาดรวมกัน 69.1%
พื้นที่ศูนย์ข้อมูลใหม่ในเยอรมนีนั้น ถือว่า Alibaba Cloud ต้องการบุกตลาดยุโรปอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับตะวันออกกลางที่ Alibaba Cloud ยึดดูไบเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ ยังมีเอเชียที่เจ้าพ่ออาลีบาบา ต้องการทะลุทลวงให้หนักกว่าเดิมในญี่ปุ่น และออสเตรเลีย จุดนี้หากคำนวณทั้งหมดจะพบว่า Alibaba Cloud มีศูนย์ข้อมูลนอกแผ่นดินจีน ทั้งสิ้น 8 แห่ง นำหน้าศูนย์ข้อมูลในจีนที่มี 6 แห่งในขณะนี้
______________________________________________
Alibaba Cloud พร้อมบุกตลาดโลก ลุยเปิดศูนย์ข้อมูลเพิ่ม 4 แห่ง


บริการคลาวด์ของเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซจีน “อาลีบาบาคลาวด์” (Alibaba Cloud) ประกาศแผนเปิดศูนย์ข้อมูล 4 แห่งใหม่นอกแผ่นดินมังกร ถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนเพื่อท้าชิงส่วนแบ่งที่เจ้าตลาดอย่างแอมะซอน (Amazon.com Inc) และไมโครซอฟท์ (Microsoft) ครองอยู่ในขณะนี้
จุดยุทธศาสตร์ที่ตั้งศูนย์ข้อมูล 4 แห่งที่อาลีบาบาโฮลดิงส์ (Alibaba Holdings Ltd) จะเปิดขึ้นใหม่ได้แก่ ดูไบ เยอรมนี ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ทั้งหมดจะมีส่วนช่วยให้อาลีบาบา สามารถให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้งได้ในทุกตลาดหลัก ซึ่งเป็นไปตามแผนเดิมที่วางไว้สำหรับการลงทุนกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในการสร้างโครงข่ายพื้นฐานคลาวด์
แม้เทคโนโลยีคลาวด์ที่อาลีบาบา พัฒนาขึ้นเองในชื่อ “อาลียุน” (Aliyun) จะได้รับการการันตีว่า มีความสามารถเทียบเท่าระบบคลาวด์ของบริษัทไอทีตะวันตก แต่ที่ผ่านมา อาลีบาบายังไม่สามารถขยายฐานตลาดได้กว้างมากนัก จุดนี้ถือเป็นโอกาสที่ชี้ว่า อาลีบาบาอาจขยายตัวก้าวกระโดดในอนาคตนับจากนี้
เทคโนโลยีคลาวด์นั้น ประกอบด้วยระบบงานออนไลน์นานาชนิดที่ทำให้ผู้ประกอบการออนไลน์ไม่ต้องเสียเงินซื้อเซิร์ฟเวอร์ราคาแพงมาติดตั้งในสำนักงานของตัวเอง เพียงจ่ายเงินสมาชิกคลาวด์ บริษัทน้อยใหญ่จะมีเครือข่ายระยะไกล หรือพื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ไว้ใช้งานได้อย่างสะดวก และประหยัด ความสะดวกสบายนี้ทำให้งานวิจัยจำนวนมากเชื่อว่า ตลาดคลาวด์จะโตต่อเนื่องไม่หยุด เช่น การศึกษาของบริษัทวิจัยคานาลิส (Canalys) เชื่อว่า ตลาดนี้จะมีมูลค่าแตะระดับ 1.35 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2020 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า
สำหรับ Alibaba Cloud มีการประเมินว่า บริการคลาวด์จากจีนจะมีส่วนแบ่งราว 7.8% ของตลาดรวม โดยผู้นำในตลาด คือ Amazon.com Inc, Microsoft ยังมีไอบีเอ็ม (International Business Machines Corp) และอัลฟาเบ็ต (Alphabet Inc) บริษัทแม่กูเกิล ที่คาดว่าจะมีส่วนแบ่งตลาดรวมกัน 69.1%
พื้นที่ศูนย์ข้อมูลใหม่ในเยอรมนีนั้น ถือว่า Alibaba Cloud ต้องการบุกตลาดยุโรปอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับตะวันออกกลางที่ Alibaba Cloud ยึดดูไบเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ ยังมีเอเชียที่เจ้าพ่ออาลีบาบา ต้องการทะลุทลวงให้หนักกว่าเดิมในญี่ปุ่น และออสเตรเลีย จุดนี้หากคำนวณทั้งหมดจะพบว่า Alibaba Cloud มีศูนย์ข้อมูลนอกแผ่นดินจีน ทั้งสิ้น 8 แห่ง นำหน้าศูนย์ข้อมูลในจีนที่มี 6 แห่งในขณะนี้

http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9590000116446&utm_source=MadMimi&utm_medium=email&utm_content=MGR+Morning+Brief+22-11-59&utm_campaign=20161121_m135640386_MGR+Morning+Brief+22-11-59&utm_term=Alibaba+Cloud+_E0_B8_9E_E0_B8_A3_E0_B9_89_E0_B8_AD_E0_B8_A1_E0_B8_9A_E0_B8_B8_E0_B8_81_E0_B8_95_E0_B